มีโอกาสฟื้นตัวหลังลงแรง แต่จะกลับเป็นบวกต้องยืน 1,620 จุด

มีโอกาสฟื้นตัวหลังลงแรง แต่จะกลับเป็นบวกต้องยืน 1,620 จุด

ปัญหา Evergrande กระทบจิตวิทยามากกว่าลุกลามเป็นวิกฤติ บรรยากาศลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกได้รับแรงกดดันจากความกังวลปัญหาหนี้สินของบริษัท Evergrande

จะผิดนัดชำระและลุกลามต่อเนื่องไปยังภาคการเงินคล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นกับ Lehman Brother อย่างไรก็ตามเราคงมุมมองของปัญหาดังกล่าวอาจทำให้ตลาดระยะสั้นผันผวน แต่ประเมินจะไม่ลุกลามเป็นวิกฤติ เนื่องจาก 1) จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดจากการที่รัฐบาลจีนมีการออกกฎเกณฑ์มาจำกัดการกู้ยืมและก่อหนี้ของภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เกิดอุปสรรคในการกู้ยืมเพื่อรีไฟแนนซ์ 2) สถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณในเรื่องของการขาดสภาพคล่อง 3) Evergrande มีสินทรัพย์ในธุรกิจอื่นๆที่สามารถขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ (อาทิ ขายธุรกิจรถไฟฟ้าให้ Xiaomi) 4) รัฐบาลจีนมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหนี้สินในรัฐวิสาหกิจต่างๆมาแล้ว 5) รัฐบาลจีนมีเครื่องมือหรือแนวทางจำนวนมากที่สามารถช่วยในการปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัท รวมถึงอาจใช้หน่วยงานของรัฐให้ความช่วยเหลือ ผ่านการเข้าถือหุ้น ที่ไม่ใช่ในรูปแบบการให้กู้ยืม 6) สถาบันการเงินจีนโดยรวมมีความแข็งแกร่ง ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ ซึ่งน่าจะช่วยสกัดความกังวลที่จะปัญหาจะลุกลามบานปลาย

ผลกระทบรายอุตสาหกรรมจากปัญหา Evergrande คาดผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์จีน ซึ่งจะกระทบถึงความต้องการในการใช้สินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะเหล็ก ที่จีนบริโภคมากกว่า 50% ของกำลังการผลิตโลกและส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง แม้ราคาเหล็กที่ลดลงจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคในประเทศต่างๆ แต่ในระยะสั้นเราคาดจะเกิดผลกระทบต่อ 1) กลุ่มผู้ผลิตและค้าเหล็ก เนื่องจากการชะลอคำสั่งซื้อ 2) กลุ่มเดินเรือ เนื่องจากการนำเข้าสินแร่เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กที่อาจจะลดลง ประกอบกับเข้าสู่ช่วง Low season ของกลุ่มเดินเรือ 3) สินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เนื่องจากความกังวลภาวะเศรษฐกิจจีนที่อาจชะลอหรือได้รับผลกระทบ
 

ธีมการลงทุนระยะสั้น 1) การเพิ่มเพดานหนี้เป็น 70% และแผนกู้เงินเพิ่ม จะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรขยับขึ้น ซึ่งบวกกับกลุ่มธนาคารและประกัน อาทิ BBL, KBANK, SCB, TIPH, THRE, BLA 2) หุ้นธีมเปิดเมืองยังน่าสนใจแม้อาจย่อจากมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการผ่อนคลายกทม.ที่น่าจะล่าช้าไปจาก 15 ต.ค. CPN, CRC, MINT, CENTEL, ERW, BA 3) เรามองทยอยสะสม สื่อสาร สาธารณูปโภค ADVANC, DTAC, FTREIT, WHART, GULF, GPSC, EGCO, RATCH, EASTW, WHAUP, TTW 4) เก็งกำไรทางเทคนิค MDX, VNG, SKN, WIIK, FSMART, MFEC, KTC, ACE, AQUA, SUPER, ESTAR, NUSA, EVER, ORI, AMANAH, SMD, EE, RICHY, ICN, SHR

ภาพรวมกลยุทธ์: มีโอกาสดีดตัวหลังลงมาแรงถึง 1,600-1,605 จุด โครงสร้างทางเทคนิคที่เป็นลบมากขึ้นทำให้กลยุทธ์เก็งกำไรจะมีลักษณะของลงซื้อขึ้นขายหรือมีกรอบเก็งกำไรที่สั้นลง จนกว่าโครงสร้างจะเปลี่ยน ช่วงสั้นมองเงินบาทอ่อนวกต่อ ส่งออก(อาหารและอิเล็กทรอนิกส์) และกลุ่มบรรจุภัณฑ์แบบฟิล์ม การเก็งกำไรควรกำหนดจุดตัดขาดทุนและแบ่งทำกำไรทุกครั้ง//หุ้นแนะนำ: AJ*, GFPT*, TFG*, THRE*
แนวรับ: 1,585-1,600/ แนวต้าน : 1,617-1,624 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
 

ประเด็นการลงทุน

รัฐเคาะขยายเพดานหนี้ 70% - คกก.มีมติทบทวนกรอบเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจากเดิม 60% เป็นไม่เกิน 70% เพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้รัฐบาล เปิดช่องกู้เงินอัดฉีดเศรษฐกิจในไตรมาส 4/64

สถานการณ์โควิดในประเทศ – 21 ก.ย. โดยรวมยังคงปรับดีขึ้น โดยผู้ติดเชื้อ 10,919 ราย หายป่วย 11,6954 ราย เสียชีวิต 143 ราย ติดตามการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ 27 ก.ย. อาจมีการเสนอให้ผ่อนคลายเพิ่มเติมในโรงภาพยนตร์-สถานบันเทิง

TU - ประกาศทุมงบลงทุน 3 พันล้านบาท ซื้อบิ๊กล็อตหุ้น RBF 10% ที่ราคา 15 บาท/หุ้น หวังซินเนอร์ยี่สร้างโอกาสการเติบโต ร่วมพัฒนาผลิตภัณพ์นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าให้เป็น “Smart Food Ingredient” ในตลาดโลก

SVT – เสนอขายหุ้น IPO จำนวน 200 ล้านหุ้น ราคาหหุ้นละ 2.54 บาท กำหนดเปิดจองซื้อวันที่ 22-23 ก.ย. และ 27 ก.ย. นี้ คาดเข้าเทรดใน SET ช่วงต้นเดือน ต.ค.

EKH – ไฟเขียวเพิ่มทุน 75 ล้านบาท พร้อมแจกวอร์แรนต์ฟรีให้กับผู้ถือหุ้น ในสัดส่วน 4:1 จำนวนไม่เกิน 150 ล้านหน่วย หวังเพิ่มสภาพคล่อง เสริมโครงสร้างทางการเงินให้แข็งแกร่ง

ประเด็นติดตาม: -  22 ก.ย.: BOJ meeting /  23 ก.ย.: FOMC meeting, BOE meeting, US Initial Jobless Claims, EU Manufacturing PMI เดือน ก.ย. / 24 ก.ย.: US 10-year TIP Auction

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)