การเงิน

เงินบาท’ วันนี้เปิด’อ่อนค่า’ ที่32.95บาทต่อดอลลาร์

“กรุงไทย” ชี้แนวโน้มเงินบาทมีโอกาสกลับไปอ่อนค่าแตะ33บาทต่อดอลลาร์ระยะสั้น จากปัจจัยเสี่ยงในประเทศทั้งอาจเกิดการระบาดระลอกใหม่และตลาดยังปิดรับความเสี่ยงหนุนดอลลาร์แข็งค่า มองกรอบเงินบาทวันนี้ที่32.90- 33.05บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุนธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันนี้(15ก.ย.)  ที่ระดับ  32.95 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ  32.93 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.90-33.05 บาทต่อดอลลาร์

แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า ยังมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบแนวต้านสำคัญที่ระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ จากปัจจัยความเสี่ยงในประเทศ ทั้งสถานการณ์การระบาดในประเทศที่อาจเจอการระบาดระลอกใหม่ ซึ่งส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดเริ่มลดสถานะถือครองสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะฝั่งผู้เล่นที่เคยเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทผ่านบอนด์ระยะสั้น ก็เริ่มปิดสถานะเก็งกำไรดังกล่าวมากขึ้น  

ขณะเดียวกัน บรรยากาศในตลาดการเงินที่ยังไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยงจะยังช่วยหนุนโมเมนตัมเงินดอลลาร์อยู่ ทำให้เรามองว่า ยังไม่เห็นโอกาสที่เงินบาทจะกลับไปแข็งค่าอย่างชัดเจนได้ในระยะสั้น จนกว่า ตลาดจะคลายกังวลความเสี่ยงต่างๆ และเริ่มเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งจะเห็นเงินดอลลาร์สามารถกลับมาอ่อนค่าลงได้

 

แม้ว่า ตลาดจะเริ่มคลายกังวลโอกาสที่เฟดจะเร่งรีบปรับลดคิวอี หลังอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นเพียง +0.3% จากเดือนก่อนหน้า น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (คิดเป็น +5.3% จากปีก่อนหน้า) จากการปรับลดลงของราคาสินค้าและบริการในธีม Reopening อาทิ รถมือสอง ที่พักแรม และประกันรถยนต์ สะท้อนว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจถึงจุดพีคไปแล้วและเริ่มชะลอลง อย่างไรก็ดี ตลาดก็ยังไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากผู้ในเล่นตลาดกลับยังคงกังวลปัญหาการเติบโตเศรษฐกิจในอนาคต สอดคล้องกับผลสำรวจบรรดานักลงทุนสถาบันโดย Bank of America ล่าสุด ที่พบว่า ความกังวลแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจและผลกำไรบริษัทจดทะเบียนเพิ่มสูงขึ้น 

ภาวะระมัดระวังตัวของตลาดจากความกังวลดังกล่าว ได้กดดันให้ ในฝั่งสหรัฐฯ ดัชนี Dowjones ปรับตัวลดลงราว-0.78% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.57% ส่วนหุ้นเทคฯ ก็เผชิญแรงเทขายทำกำไรมากขึ้นเช่นกัน กดดันให้ ดัชนีNasdaq ย่อตัวลง -0.45% ส่วนทางด้านตลาดยุโรป ดัชนี STOXX50 สามารถปิดตลาด +0.05% หนุนโดยการรีบาวด์ของหุ้นกลุ่ม Semiconductor อาทิ ASML +2.5%, Infineon Tech. +2.2% ชณะที่หุ้นกลุ่มธนาคาร และกลุ่ม Cyclical อื่นๆ ก็เผชิญแรงเทขายทำกำไรออกมาบ้าง

ในฝั่งตลาดบอนด์ ผู้เล่นในตลาดเริ่มประเมินว่า เฟดอาจไม่ได้ส่งสัญญาณการปรับลดคิวอีที่ชัดเจนในการประชุมเดือนกันยายนนี้ หลังเงินเฟ้อในฝั่งสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวลง กอปรกับ ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยง ทำให้บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงต่อเนื่อง 4bps สู่ระดับ 1.28% ทั้งนี้ บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวลดลงได้อีกบ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ยอดค้าปลีก รวมถึง ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เพิ่มความกังวลแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ 

 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ผันผวนในช่วงคืนที่ผ่านมา แต่โดยรวมเงินดอลลาร์ยังทรงตัวใกล้ระดับเดิมเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ยังคงแกว่งตัวใกล้ระดับ 92.66 จุด หนุนโดยความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในข่วงตลาดการเงินผันผวน 

 

สำหรับวันนี้ เรามองว่า ตลาดจะรอติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีน โดยตลาดประเมินว่า ปัญหาการระบาดของ COVID-19 ในจีนที่ถึงจุดพีคในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงหนักโดยยอดค้าปลีก (Retail Sales) จะโตเพียง +7%y/y จาก +8.5% ในเดือนก่อนหน้า ส่วนยอดผลผลิตอุตสาหกรรม(Industrial Production) จะขยายตัวเหลือ +5.8%y/y ลดลงจาก +6.4% สอดคล้องกับการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องของภาคการผลิตที่สะท้อนผ่าน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ที่ปรับตัวลดลง นอกจากนี้ยอดการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) จะขยายตัวเพียง +11%y/y ลดลงจาก +12.7% ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนอาจเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น หลังการระบาดสงบลง 

 

ส่วนในฝั่งอังกฤษ บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อาจเริ่มส่งสัญญาณสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น (Tightening Policy) หลังเศรษฐกิจเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่องและไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 มากนัก ซึ่งสะท้อนผ่าน ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนสิงหาคม ที่จะโตกว่า+0.8% จากเดือนก่อนหน้า หรือคิดเป็น +2.7%y/y นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ในเดือนสิงหาคม ก็มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นและอยู่ในระดับสูงกว่า +2.9%y/y ซึ่งจากภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีและเงินเฟ้อในระดับสูง อาจทำให้ BOE เริ่มส่งสัญญาณพร้อมทยอยปรับลดการอัดฉีดสภาพคล่องได้ในการประชุมวันที่ 23 กันยายน นี้