วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เงินบาท’ วันนี้เปิด‘อ่อนค่า’ รอบเกือบ3ปีครั้งใหม่ที่33.42บาทต่อดอลลาร์

กรุงไทย มองเงินบาทระยะสั้นยังอยู่ในโหมดอ่อนค่าจาโควิดระบาดในไทย ยังวิกฤติ และแนวโน้มดอลลาร์แข็งค่า มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.40-33.55 บาทต่อดอลลาร์และกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.20-33.70 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์  นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.42 บาทต่อดอลลาร์อ่อนค่าลงในรอบเกือบ3ปีครั้งใหม่ จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า  ที่ระดับ 33.38 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.40-33.55 บาทต่อดอลลาร์และกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.20-33.70 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท ยังคงต้องติดตามทั้ง แนวโน้มเงินดอลลาร์ และ ปัญหาการระบาดของ โควิด-19 ทั่วโลก โดยเฉพาะ การระบาดในไทยที่ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤติ

โดยเรามองว่า แม้ในสัปดาห์นี้จะมีข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ประกาศออกมาไม่มากแต่โมเมนตัมขาขึ้นเงินดอลลาร์ยังคงอยู่ โดยเงินดอลลาร์อาจปรับตัวขึ้นต่อได้ หากบรรดาเจ้าหน้าเฟดออกมาสนับสนุนการทยอยลดคิวอีในปีนี้เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินดอลลาร์อาจถูกจำกัดด้วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ในกรณีที่เศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องและดีกว่าคาด

ส่วนในฝั่งเงินบาท โซนแนวต้านใกล้ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ อาจเป็นระดับที่เงินบาทอ่อนค่าไปถึงได้ในระยะสั้น หลังปัญหาการระบาดโควิด-19 ทวีความรุนแรงมากขึ้น กดดันให้นักลงทุนต่างชาติเดินหน้าขายสินทรัพย์ไทยต่อเนื่อง

ทั้งนี้ วิกฤติการระบาดอาจเริ่มคลี่คลายลงได้ หากรัฐบาลสามารถเร่งแจกจ่ายวัคซีนประสิทธิภาพสูงได้ไม่น้อยกว่า 5 แสนโดสต่อวัน ซึ่งอาจช่วยให้เงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นได้บ้าง

สัปดาห์ที่ผ่านมา การฟื้นตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาด ได้หนุนมุมมองของตลาดที่เริ่มมองว่าเฟดอาจทยอยลดคิวอีในปีนี้ ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง

สำหรับสัปดาห์นี้ ควรจับตาการฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรป และ ทิศทางนโยบายการเงินเฟด โดยเฉพาะการปรับลดคิวอี

โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้

ฝั่งสหรัฐฯ – ตลาดจะติดตามแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) อย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์แนวโน้มนโยบายการเงินของเฟด หลังบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่างเริ่มส่งสัญญาณสนับสนุนการทยอยลดคิวอีมากขึ้น ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งหาก CPI เดือนกรกฎาคม พุ่งสูงขึ้นมากกว่าที่ตลาดมองไว้ที่ 5.3% บรรดาผู้เล่นในตลาดก็อาจกลับมากังวลปัญหาการเร่งตัวของเงินเฟ้ออีกครั้งได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าว อาจทำให้บอนด์ยีลด์ระยะยาว พร้อมกับเงินดอลลาร์ ปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ตลาดการเงินผันผวนมากขึ้นได้ยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจกดดันให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภค (U of Michigan Consumer Sentiment) เดือนสิงหาคม ลดลงสู่ระดับ 81 จุด นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ตลาดจะจับตารายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยผลประกอบการที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดจะช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุนได้ อนึ่ง ควรจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาทิ Barkin & Bostic (วันจันทร์) ถึงมุมมองต่อการทยอยลดคิวอีของเฟด โดยเฉพาะ Barkin เพราะเป็นคณะกรรมการ FOMC ที่มีมุมมองเป็นกลางต่อนโยบายการเงิน จึงน่าจับตาว่าจะมีการปรับเปลี่ยนมุมมอง มาสนับสนุนนโยบายการเงินที่เข้มงวด (Hawkish มากขึ้น) หรือไม่

ฝั่งยุโรป – การระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 อาจกดดันความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence)เล็กน้อย เนื่องจากโดยรวมผู้เล่นในตลาดยังคงมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรปซึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ภาพดังกล่าวยังสอดคล้องกับมุมมองที่เป็นลบมากขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของบรรดานักลงทุนสถาบันและนักวิเคราะห์จากปัญหาการระบาดรอบล่าสุดในยุโรปและทั่วโลกโดยดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจเยอรมนี (ZEW Sentiment) เดือนสิงหาคม อาจลดลงสู่ระดับ 55 จุด จาก 63.3 จุด ในเดือนก่อน อนึ่ง  เศรษฐกิจอังกฤษในไตรมาสที่ 2 จะพลิกกลับมาโตกว่า +22% y/y จากการทยอยผ่อนคลายมาตรการLockdown หลังจากที่หดตัวถึง -6.1%y/y ในไตรมาส 1 ที่อังกฤษเผชิญปัญหาการระบาดที่รุนแรง นอกจากนี้ เศรษฐกิจอังกฤษมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าจะเผชิญปัญหาการระบาดระลอกใหม่ก็ตาม เนื่องจากยอดผู้ป่วยหนัก หรือเสียชีวิตยังไม่ได้เร่งตัวขึ้นมากจนทำให้ ระบบสาธารณสุขรับมือไม่ไหว

ฝั่งเอเชีย – ความต้องการสินค้าเทคฯ โดยเฉพาะชิพคอมพิวเตอร์จะหนุนให้ยอดการส่งออกของไต้หวันในเดือนกรกฎาคม โตกว่า +33%y/y ซึ่งการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของภาคการส่งออกจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไต้หวันกลับมาขยายตัวได้ดี ส่วนประเทศอื่นๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน

เรามองว่าความไม่แน่นอนของปัญหาการระบาดจะกดดันให้บรรดาธนาคารกลางในอาเซียนเลือกที่จะใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป โดยในสัปดาห์นี้ ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย(Overnight Rate) ที่ระดับ 2.00%

แม้ว่าเศรษฐกิจอาจกลับมาโตกว่า +10%y/y ในไตรมาสที่ 2 เช่นเดียวกับ ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) ก็มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.75% ในการประชุมเดือนกันยายน หลังมาเลเซียเผชิญการระบาดระลอกใหม่ที่รุนแรง ทำให้การฟื้นตัวเศรษฐกิจชะลอลง แม้ว่าเศรษฐกิจมาเลเซียจะโตกว่า+13%y/y ในไตรมาสที่ 2 ก็ตาม

ฝั่งไทย – ปัญหาการระบาด COVID-19 ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤติสะท้อนผ่านทั้งยอดผู้ติดเชื้อ รวมถึง ยอดการตรวจพบ(Positive rate) ที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันยอดผู้เสียชีวิตเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อนๆ (Excess Mortality) ก็ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ดี ต้องติดตามการแจกจ่ายวัคซีน ว่าจะสามารถเร่งตัวขึ้นได้ต่อเนื่องหรือไม่ เพราะการเร่งแจกจ่ายวัคซีนประสิทธิภาพสูงและการเร่งตรวจหาผู้ติดเชื้อจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้สถานการณ์การระบาดเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งจะเป็นการปูทางสู่การทยอยเปิดเมืองและจะเริ่มเห็นจากแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของ Google Mobility ในอนาคต