(ชมคลิปข่าวด้านล่าง)
ครม.ขยายกรอบวงเงินช่วยแรงงานและผู้ประกอบการเป็น 6 หมื่นล้านบาท ครอบคลุม 29 จังหวัดกระทบล็อกดาวน์ เล็งช่วยกลุ่มแท็กซี่-วินมอเตอร์ไซค์ อายุเกิน 65 ปี ส่วนต้องกู้เพิ่มหรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และต้องคำนึงวินัยการคลัง
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อนุชา บูรพชัยศรี ระบุ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบขยายขอบเขตมาตรการบรรเทาผลกระทบและให้ความช่วยเหลือกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พร้อมขยายกรอบวงเงินการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเป็น 60,000 ล้านบาท จากเดิม 30,000 ล้านบาท โดยปรับเพิ่มพื้นที่ดำเนินการจากเดิม 13 จังหวัด เป็น 29 จังหวัด ได้แก่ กทม. กาญจนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ตาก นครปฐม นครนายก นครราชสีมา นราธิวาส นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ปัตตานี อยุธยา เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ยะลา ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สงขลา สิงห์บุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระบุรี สุพรรณบุรี และอ่างทอง
ส่วนกลุ่มเป้าหมายให้ความช่วยเหลือ ยังคงครอบคลุมกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการในกิจการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งในส่วนที่อยู่ในระบบประกันสังคมและไม่อยู่ในระบบประกันสังคม และประเภทกิจการที่ให้ความช่วยเหลือ คือ กิจการในระบบประกันสังคมจะครอบคลุม 9 สาขาและในกลุ่มผู้ประกอบการในระบบ “ถุงเงิน” ภายใต้โครงการคนละครึ่งและโครงการเราชนะในปัจจุบันที่ผ่านการคัดกรองแล้วและไม่เป็นผู้ถูกตัดสิทธิ์จากกระทรวงการคลัง จำนวน 5 กลุ่ม
ส่วนระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ กลุ่ม 13 จังหวัดเดิม ได้แก่ ก.ค.-ส.ค. 2564 (2 เดือน) กลุ่ม 16 จังหวัดที่เพิ่มเติม คือ ส.ค. 2564 (1 เดือน)
นายอนุชา กล่าวอีกว่า กระทรวงแรงงานยังได้รับมอบหมายให้ไปเร่งจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ขับรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่มีอายุเกิน 65 ปี ที่ไม่สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ทำให้ไม่สามารถได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการลดผลกระทบและให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่สถานการณ์ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2564 ใน 29 จังหวัดสีแดงเข้ม เพื่อนำเข้าที่ประชุมเพื่อให้ ครม.พิจารณาในโอกาสต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากมาตรการล็อกดาวน์อาจลากยาว และต้องใช้จ่ายเยียวยาต่อเนื่อง รัฐบาลยังมีเงินเพียงพอ โดยจากมติครม.ที่ได้อนุมัติให้ความช่วยเหลือในกลุ่มการศึกษา วงเงินรวม 32,000 ล้านบาท และการอนุมัติมาตรการช่วยเหลือกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดอีก 13 จังหวัด และเพิ่มวงเงินช่วยเหลือเป็น 60,000 ล้านบาท ซึ่งเงินสองก้อนนี้ ใช้เงินไป 9 หมื่นกว่าล้านบาท ก็ยังมีวงเงินเหลือในวงเงินกู้อีกประมาณ 4 แสนกว่าล้านบาท
“นายกรัฐมนตรีให้มั่นใจว่า จะใช้วงเงินตรงนี้ในการเยียวยาให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ส่วนในอนาคตจำเป็นต้องมีการกู้เงินเพิ่มอีกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้าในอนาคตจำเป็นต้องมีการดูแลประชาชน ก็คงพิจารณาอย่างรอบคอบ และต้องคำนึงถึงเสถียรภาพทางการคลังและกรอบวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัดด้วย” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ









