(ชมคลิปข่าวด้านล่าง) รัฐดัน 4 แนวทาง 'ฟื้น' เศรษฐกิจหลังโควิด-19
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Restart เศรษฐกิจไทยฝ่าภัยโควิด” จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ว่า ปี 2564 แม้จะมีระบาดโควิด-19 เพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลจัดหาวัคซีนได้เพิ่มขึ้นและฉีดวัคซีนได้มากขึ้นทำให้ภาคเอกชนเชื่อมั่นเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนเติบโตชัดเจน
ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่ายอดขอส่งเสริมการลงทุน ครึ่งปีแรกของปี 2564 ใกล้เคียงยอดทั้งปี 2563 และคาดว่าทั้งปี 2564 จะมากกว่าปี 2562 ที่เป็นช่วงก่อนโควิด-19 จะระบาด และปี 2564 เชื่อว่าการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะเป็นบวกในรอบหลายปี โดยส่วนใหญ่ลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งหากส่งเสริมได้ตามแผน เช่น คลาวด์เซอร์วิส ดาต้าเซ็นเตอร์ จะเพิ่มจีดีพีได้ 0.7–0.8%
ขณะที่การลงทุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นไปตามแผนและอยู่ระหว่างการทำจัดหลักเกณฑ์เจรจาดึงการลงทุนการผลิตรถ EV และแบตเตอรี่ เพื่อให้ไทยยังเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ในภูมิภาค
"ต้องบอกว่าเวลาอยู่ข้างเรา เพราะไทยมีวัคซีนทุกเทคโนโลยี เมื่อกระจายการฉีดมากขึ้น ในที่สุดเราจะชนะ ภาคธุรกิจเห็นว่าโควิด-19 ในที่สุดต้องจบลงจึงเชื่อมั่นลงทุนมากขึ้น ในปีนี้เห็นตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุนแล้วเพิ่มขึ้นงมาก โดยเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 1 ปีนี้ แม้เศรษฐกิจไตรมาสแรกหดตัว 2.6% แต่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวในรอบ 5 ไตรมาส ซึ่งทำให้การลงทุนปีนี้มีทิศทางเป็นบวก”
นอกจากนี้รัฐบาลเร่งออกมาตรการเยียวยารวดเร็วเมื่อมีคำสั่งล็อคดาวน์หรือปิดกิจการจาก ศบค. โดยช่วยเหลือผลกระทบจากการหยุดยั้งการระบาดควบคู่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาก่อนหน้านี้ก็พอประคองเศรษฐกิจได้ระยะหนึ่ง ส่วนมาตรการเพิ่มเติมจะหารือภาคเอกชนและหน่วยงานต่างๆ และยังมีเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ 5 แสนล้านบาท ที่นำมาใช้ได้
สำหรับแนวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 อยู่บนแนวทาง “4D” ที่ไทยมีโอกาสและศักยภาพเติบโต ได้แก่
1.Digitalization คือ การส่งเสริมเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การลดกฎระเบียบ การพัฒนาศูนย์กลางข้อมูล (Data center) ให้มีความพร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
2.Decarbonization การเน้นส่งเสริมการผลิตที่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น การผลิตอีวีในประเทศ ซึ่งกำหนดเป้าหมายระยะสั้นผลิตรถ EV ให้ได้ 30% ในปี 2030 ขณะที่การส่งเสริมอุตสาหกรรมอื่นต้องปล่อยคาร์บอนเป็น 0 ซึ่งการประชุมของกลุ่มประเทศ G7 ล่าสุดนั้นให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ประเทศขนาดใหญ่ที่ไทยจะดึงบริษัทชั้นนำมาลงทุนในไทยก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน
3.Decentralization โมเดลเศรษฐกิจที่ใช้ประโยชน์จากการกระจายฐานการผลิตของบริษัท และอุตสาหกรรมชั้นนำที่ต้องการลดความเสี่ยงจากการมีฐานการผลิตอยู่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดเคลื่อนย้ายฐานการผลิตหรือกระจายฐานมาไทยมากขึ้น
4.D-risk การใช้ประโยชน์จากแนวโน้มการลดความเสี่ยงในเรื่องของการซื้อที่อยู่อาศัยในต่างประเทศ โดยเราจะดึงดูดให้ผู้มีรายได้สูง และทักษะสูงในกลุ่มอาชีพต่างๆมาอยู่ในไทยในระยะยาวและมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยเพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 โดยตั้งเป้ามีต่างชาติมาอาศัยในไทยเพิ่มอีก 1 ล้านคน และใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี
TDRI แนะรัฐลด 'เงื่อนไข' เยียวยา
ดร.นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจต้องเพียงพอและครอบคลุมผู้เดือดร้อน และภาครัฐไม่ควรมีเงื่อนไขมากเพราะกิจการที่ถูกปิดถือว่าเสียสละ ซึ่งวงเงิน พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ต้องมาดูว่าจะเยียวยาเพิ่มอย่างไร
นอกจากนั้นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องวางแผน คือ การจัดหาวัคซีนที่นอกจากต้องหามาใช้สำหรับการระบาดระลอก 4 ซึ่งต้องเร่งฉีดวัคซีน 100 ล้านโดส และทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้นั้น จะต้องวางแผนถึงการจัดหาวัคซีนในระยะต่อไป เพราะในทางวิชาการเริ่มพูดกันมากขึ้นว่าโควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำฤดูกาลที่ระบาดทุกปีเหมือนไข้หวัดใหญ่ ดังนั้นรัฐบาลต้องวางแผนวัคซีนระยะยาวเพราะต้องฉีดทุกปี









