วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

TDRI แนะรัฐทุ่ม 6 แสนล้าน ลดผลกระทบล็อกดาวน์

(ชมคลิปข่าวด้านล่าง) TDRI แนะรัฐทุ่ม 6 แสนล้าน ลดผลกระทบล็อกดาวน์

"ทีดีอาร์ไอ" หนุนล็อกคดาวน์พื้นที่ระบาดสูง แนะรัฐบาลเพิ่มมาตรการเยียวยา เน้นกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจ ผู้ถือบัตรสวัสดิการ แคมป์คนงาน ชุมชนแออัด จ้างงานชั่วคราว ชี้ต้องเพิ่มวงเงินเยียวยาจาก 2.8 แสนล้านบาท เป็น 6 แสนล้านบาท ในระยะ 6 เดือน ด้านล็อคดาวน์ทั้งประเทศให้เป็นทางเลือกสุดท้าย

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสด้านนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ข้อเสนอให้ล็อกคดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือว่าจำเป็นเพราะการระบาดรุนแรงขึ้นและกระจายวงกว้าง มาตรการควบคุมที่เริ่มประกาศใช้ปลายเดือน มิ.ย.2564 ดูแนวโน้วว่าไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ และถ้าปล่อยต่อไปผลกระทบจะมากขึ้นต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจ โดยด้านเศรษฐกิจแม้ไม่ล็อกคดาวน์ก็ได้รับผลกระทบ เพราะการระบาดวงกว้างจะบังคับให้ธุรกิจไปต่อไม่ได้ เช่น การระบาดของคลัสเตอร์ใหม่ในโรงงานและตลาด

ส่วนมาตรการที่เหมาะสมควรดำเนินการ 2 ส่วนสำคัญ คือ

1.ล็อกคดาวน์จุดที่ระบาดสูง รวมทั้งปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พิสูจน์ตามหลักวิชาการว่าเป็นจุดเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด ในขณะที่การพิจารณาล็อกคดาวน์ทั้งประเทศขึ้นกับสถานการณ์ หากความรุนแรงของโรคระบาดเพิ่มขึ้นอาจเพิ่มพื้นที่ล็อกคดาวน์ และหากสุดท้ายยังเอาไม่อยู่ก็อาจจำเป็นที่ต้องล็อคดาวน์ทั่วประเทศแต่ขอให้ใช้มาตรการดังกล่าวเป็นทางเลือกสุดท้าย

2.ภาครัฐต้องออกมาตรการเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาด รวมถึงกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม โดยการเยียวยาต้องทำต่อเนื่อง 6 เดือน คาดว่าใช้เม็ดเงินเดือนละ 1 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและเยียวยา ประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ โดยรวมต้องใช้เงิน 6 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าภาครัฐเตรียมวงเงินเยียวยาประชาชนตาม พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 5 แสนล้านบาท ไว้ที่ 2.8 แสนล้านบาท ซึ่งไม่พอรับวิกฤติครั้งนี้จึงควรเตรียมวงเงินไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาท การประกาศหรือออกมาตรการอยากให้เน้นการสื่อสารด้วย เพื่อการเตรียมตัวรับมือสำหรับประชาชนและธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบ

สำหรับมาตรการเยียวยาเพิ่มเติมให้ผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทีดีอาร์ไอ โดยนายนณริฏ และนายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ร่วมทำข้อเสนอถึงรัฐบาล คือ ตั้งแต่ระบาดระลอกแรกจนถึงระลอกปัจจุบัน รัฐบาลมีมาตรการควบคุมการระบาดหลายระดับ แต่ล้วนทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจถดถอย มีผู้ตกงานทันทีหรือถูกลดชั่วโมงการทำงานจำนวนหลักล้านคน เกิดผลกระทบทางสังคมรุนแรง ทั้งคนทั่วไปและกลุ่มเปราะบาง เช่น นักเรียนและครูที่ต้องเรียนสอนออนไลน์ ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก กลุ่มนักเรียนที่ออกจากสถานศึกษากลางคัน ครอบครัวที่ประสบปัญหายากจนเฉียบพลันและอาจกลายเป็นผู้ยากคนเรื้อรัง

ส่วนแรงงานนอกระบบไม่อยู่ภายใต้ระบบคุ้มครองทางสังคม แรงงานต่างด้าวทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย บัณฑิตจบใหม่ที่หางานไม่ได้ กลุ่มคนไร้บ้านที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ผู้สูงอายุและผู้พิการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้จำกัดขึ้น แม้คนเหล่านี้จะได้รับการเยียวยาเป็นระยะตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็มีประเด็นเรื่องความเพียงพอของความช่วยเหลือโดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบางที่สายป่านสั้น ไม่อาจรองรับผลกระทบหลายระลอกได้ และยังมีการตกหล่นผู้ได้รับผลกระทบอีกจำนวนหนึ่ง

ทั้งนี้ ทีดีอาร์ไอเสนอแนวนโยบายและมาตรการการเยียวยาที่เรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมา รวมถึงการมองไปข้างหน้า โดยมีแนวคิด คือ การเยียวยาควรมีคุณลักษณะที่ครบถ้วน ทันการณ์ เพียงพอ ส่งเสริมการควบคุมการระบาด มีความยืดหยุ่นและปรับให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ คำนึงถึงผลกระทบระยะยาวหรือ "แผลเป็น" ต่อกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม ดังนี้

1.เพิ่มระดับการเยียวยากลุ่มเปราะบางที่สอดคล้องกับระดับผลกระทบและความสามารถในการรับมือ โดยรวบรวมและประสานฐานข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ ผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้ร่วมโครงการเยียวยา รวมถึงการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และการประสานข้อมูลองค์กรทางสังคมที่เข้าถึงกลุ่มเปราะบาง เช่น ชุมชนในเมือง ชุมชนชนบท ฐานข้อมูลดังกล่าวต้องปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันและไม่ใช้เวลามากเกินไปเพื่อมิให้การให้ความช่วยเหลือล่าช้าเกินไป

2.เพิ่มมิติการเยียวยาที่เกิดขึ้นพร้อมกับการระบาดระดับสูงในปัจจุบัน ประกอบด้วยการชดเชยรายได้ให้กลุ่มเสี่ยงสูงเปราะบางที่ต้องถูกกักตัวระยะยาว ไม่สามารถทำงานได้ เช่น ชุมชนแออัด แคมป์คนงาน โดยช่วยเหลือสิ่งของหรือเงินที่มีมูลค่ารวมไม่น้อยกว่ารายรับเดิมที่แรงงานได้รับในระยะกักตัว การมีกลไกดูแลบุตรหลานผู้ติดเชื้อที่ขาดคนดูแล การดูแลสมาชิกครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากโควิดที่ยังรอดชีวิต ซึ่งถูกกระทบทั้งด้านจิตใจ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคมรุนแรง

3.สำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากการปิดหรือลดระดับกิจการอย่างสำคัญ รัฐบาลอาจสนับสนุนการจ้างงานระยะสั้น เช่น จ้างงานชั่วคราวให้พนักงานโรงแรม ร้านอาหาร และพนักงานขับรถ ทำหน้าที่ทำอาหารหรือขนส่งอาหารให้อาสาสมัครหรือประชาชนในพื้นที่ระบาดที่ต้องกักตัวในบ้าน หรือการว่าจ้างชั่วคราวให้ประชาชนกลุ่มตกงานพร้อมฝึกอบรมให้ทำหน้าที่คนดูแลผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งจะช่วยยกระดับความร่วมมือควบคุมการระบาดไปพร้อมการเยียวยา

4.คณะรัฐมนตรี (ครม.) ควรกำหนดกลไกการจัดสรรและเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการเยียวยาให้มีลักษณะอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติมากขึ้น เช่น กำหนดเกณฑ์การช่วยเหลือ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนแต่แรก กระบวนการงบประมาณที่ยืดหยุ่น เพื่อให้หน่วยงานรับผิดชอบให้ความช่วยเหลือได้ทันและไม่ติดปัญหาระบบราชการและงานเอกสารที่ใช้เวลา

5.ควรจัดสรรงบประมาณเพื่อเยียวยาทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าปัจจุบัน ที่คาดว่ามีงบประมาณการเยียวยาเพียง 2.8 แสนล้าน ซึ่งน่าจะไม่เพียงพอโดยเฉพาะหากการระบาดยังคงระดับสูงและต่อเนื่องอีกระยะเวลาหนึ่งจนกว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่

6.นโยบายการจัดหาและกระจายวัคซีนควรมีมิติการป้องกันการติดเชื้อ การป่วยหนักและการตายของกลุ่มเปราะบางด้วยในความเห็นของหลายกลุ่มเปราะบางการเยียวยาที่ดีที่สุด คือ 'การได้รับวัคซีน' เพราะจะทำให้ไม่ติดเชื้อและประกอบอาชีพต่อไปได้ หรือถ้าติดเชื้อก็ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลจนขาดรายได้ ไม่ตายจนครอบครัวเดือดร้อน

7.จัดให้มีมาตรการระยะยาวเพื่อส่งเสริมให้กลุ่มเปราะบางสามารถมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤติการระบาดเบาบางลง ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการจ้างกลับมาทำงาน การยกระดับหรือปรับเปลี่ยนทักษะการทำงาน