ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นสู่โหมดค่อยปรับตัวลง หรือ Sideway down เจอปัจจัยลบภายในประเทศถาโถม ทั้งการระบาดของสายพันธ์เดลต้า วิกฤติเตียงขาด วัคซีนไม่เพียงพอ จนไปถึงการดำเนินมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ใน 6 จังหวัด ล้วนกดดันต่อการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงเห็นหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภยในประเทศได้รับผลกระทบไปตามๆกัน แม้ว่าในสัปดาห์หน้าจะเริ่มมีการออกตัวเลขคาดการณ์กำไรของกลุ่มใหญ่ อย่าง “ธนาคาร” ออกมาก็ตาม
ที่ผ่านมากลุ่มธนาคารมีข่าวดีจากการการที่แบงก์ชาติปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดชั้นสินทรัพย์และกันเงินสำรอง และลดต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินด้วยการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ต่อไปอีกถึงสิ้นปี 2564 ที่ 0.23 % และ ธปท.เปิดทางจะพิจารณาการจ่ายเงินปันผลงวดประจำปี 2564 ให้อีกในช่วงไตรมาส 4
กลับเผชิญข่าวกดดันจากการที่แบงก์ชาติเริ่มมีการหารือกับผู้ประกอบการแบงก์และนอนแบงก์ถึงความเป็นไปได้ในการลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลลงมา 1-2 % หลังรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของภาคประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้นแตะ 83 % จีดีพี ทำให้จะเป็นปัจจัยลบต่อกลุ่มแบงก์ในครึ่งปีที่เหลือ
ดังนั้นผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 จะออกมาแม้จะเห็นตัวเลขกำไรเติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่มีการคาดการณ์ว่ามาจากฐานที่ต่ำในปี 2563 และจะปรับตัวลดลงด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี2564 และที่สำคัญจะเริ่มเห็นแบงก์กลับมายกการ์ดสูงเริ่มตั้งสำรองฯ ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น จากนโยบายพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย ในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากโควิดไปจนถึงสิ้นปี 2564
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ได้คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี2564 ฟื้นตัวจากปีก่อน แต่จะชะลอตัวเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน มีกำไรสุทธิของ 8 ธนาคารที่ 4.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.9% (YoY) ปัจจัยหลักมาจากการตั้งสำรองของธนาคารที่ลดลง เนื่องจากฐานที่สูงใน ปีไตรมาส 2 ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงของการแพร่ระบาดของโควิดและมีการล็อคดาวน์ทั่วประเทศ ทำให้หลาย ธนาคารมีการตั้งสำรองในระดับสูงเป็นพิเศษ เช่น KBANK KTB และ BBL
อย่างไรก็ดีจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโควิดที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่องจนมาถึงระลอกที่ 3 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวน มาก ส่งผลให้การตั้งสำรองเพิ่มขึ้นจากไตรมาส1 ปี 2564 (คาด 12.0%QoQ) ส่งผลให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลง 7.2% (QoQ) แต่ไม่สูงเท่าใน ไตรมาส 2 ปี 2563 จากการตั้งสำรองที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนและความ ชัดเจนมากขึ้นของผลกระทบจากการแพร่ระบาด
รวมไปถึงมีการกระจายวัคซีนอย่างต่อเนื่อง โดยรวมพอร์ตสินเชื่อยังคงโต ภาพรวมพอร์ตสินเชื่อยังคงเป็นบวกเบื้องต้นคาดโตรวม 1.0% (QoQ) โดยธนาคารที่มีพอร์ตสินเชื่อเติบโตอย่างโดดเด่นได้แก่ KTB KKP และ KBANK ในขณะเดียวกันยังมีธนาคารที่ชะลอการปล่อย สินเชื่อในช่วงที่ผ่านมาเพื่อลดความเสี่ยงจากควา6มผันผวนของเศรษฐกิจได้แก่ TISCO TTB และ BAY ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิรวมค่อนข้างทรงตัว
ทั้งนี้หากเทียบปีก่อนธนาคารที่มีรายได้ดอกเบี้ย สุทธิเติบโตโดดเด่นได้แก่ BBL จากการควบรวมกับ Permata ในปี 2563, KBANK และ KKP จากพอร์ต สินเชื่อที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง 11.7% (YoY) และ 14.4% (YoY) ตามลำดับ ในส่วนของรายได้ที่มิใช่ ดอกเบี้ยคาดลดลงไตรมาสก่อน จากกำไรของเงินลงทุนและค่าธรรมเนียมที่ลดลง รวมไปถึงการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2ปี2564 มีธนาคารที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างการได้แก่ BAY BBL KBANK KKP และ SCB
ปัจจุบันยังมีความเสี่ยงเกี่ยวกับความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต แต่อย่างไรก็ดีธนาคารในกลุ่มมี ความแข็งแกร่งทางการเงินอยู่ในระดับที่สูงและมีความระมัดระวังในการดำเนินงานที่ดี โดยเราเลือก KBANK และ KKP เป็น Top Pick จากแนวโน้มการเติบโตจากการดำเนินงานหลักอย่าง โดดเด่นผ่าน การรุกขยายพอร์ตสินเชื่อที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง









