วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิชาการเตือน 'พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 7 แสนล้าน' ปัจจัยเสี่ยงรัฐบาล

นักวิชาการนิด้ามอง พรก.เงินกู้ 7 แสนล้าน ปัจจัยเสี่ยง อุบัติเหตุทางการเมือง รัฐบาลอาจถึงทางตันหาก พรก.ถูกโหวตตกในสภาฯรัฐบาลต้องลาออก หรือถึงขั้นยุบสภาฯ ตั้งข้อสงสัยเงินกู้ยังไม่หมดทำไมใช้ ขั้นตอนออก พรบ.ตามปกติ  คาดรัฐบาลต้องเดินหน้าขยายเพดานเงินกู้

นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ​กล่าวถึงกรณีที่ีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 พ.ศ. ... วงเงินไม่เกิน 7 แสนล้านบาทว่าในเรื่องนี้แม้จะเป็นอำนาจในทางบริการของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะดำเนินการออกกฎหมายได้ในภาวะที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วนและหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้นก็อาจเป็นเหตุผลที่รัฐบาลใช้ในการออกกฎหมายฉบับนี้ แต่ลักษณะการรีบร้อนออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ในช่วงที่ใกล้จะมีการเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสมัยสามัญในวันที่ 27 พ.ค.นี้แล้วซึ่งจริงๆรัฐบาลควรจะรอให้มีการเปิดสภาฯแล้วเสนอร่าง พ.ร.บ.เข้าพิจารณาตามช่องทางปกติ 

ทั้งนี้แม้การแก้ปัญหาโควิด-19 ต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติมเนื่องจากการระบาดของโควิดมีความรุนแรงมากขึ้นและเงินกู้เดิมในวงเงิน 1 ล้านล้านบาทนั้นใกล้จะหมดแล้ว แต่วงเงินที่เหลืออยู่และสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ยังไม่ได้ดำเนินการกู้ยืมก็ยังมีเหลืออยู่มากกว่า 2 แสนล้านบาทจึงมองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะออกเป็น พ.ร.ก.ในขณะนี้

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการออก พ.ร.ก.โดยอำนาจของฝ่ายบริหาร กฎหมายกำหนดไว้ด้วยว่าเมื่อมีการเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลจะต้องรายงานพระราชกำหนดต่อสภาฯเพื่อขอความเห็นชอบตามขั้นตอนโดยจะต้องบรรจุเป็นวาระที่ 1 ของการประชุมฯโดยทันทีเพื่อให้สมาชิกได้มีโอกาสอภิปรายซักถามในความจำเป็นในการออกกฎหมาย ทั้งนี้ในขั้นตอนการโหวตรับรอง พ.ร.ก.ที่ออกมาก็มีความสำคัญต่อการปฎิบัติหน้าที่ของรัฐบาลหากสมาชิกสภาฯลงคะแนนไม่รับรอง พ.ร.ก.ฉบับนั้นๆตามมารยาท ครม.ต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการออกกฎหมายฉบับนี้ 

แต่หากรัฐบาลนำเสนอ พ.ร.ก.ต่อสภาฯแล้วเมื่อหยั่งเสียงดูแล้วคาดว่าอาจจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภาฯหรือคาดว่าจะแพ้โหวตในการลงคะแนนเสียงรัฐบาลก็อาจชิงประกาศยุบสภาก่อนได้ รัฐบาลก็จะกลายเป็นรัฐบาลรักษาการณ์แต่ พ.ร.ก.ฉบับนี้จะยังคงมีผลเนื่องจากใช้มติ ครม.ในการผ่านร่างกฎหมายครั้งนี้ นั่นหมายความว่าแม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ก็มีอานาจในการใช้เงินกู้ในส่วนนี้ได้ 

นายมนตรีกล่าวต่อด้วยว่าอีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องจับตาดูก็คือในการคำนวณสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีหลังจากที่มีการดำเนินการกู้เงินในส่วนนี้เพิ่มอีก 7 แสนล้านบาท ซึ่งอาจจะเกินกว่ากรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่เมื่อมีการกู้เงินเพิ่มในจำนวนนี้รวมกับวงเงินกู้เดิม 1 ล้านล้านบาท ที่ยังกู้ไม่เต็มเพดาน การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 7 แสนล้านบาท

เมื่อรวมกันแล้วระดับหนี้สาธารณะของจีดีพีรวมของไทยจะขยับไปอยู่ที่สูงกว่าระดับ 9 ล้านล้านบาท ขณะที่จีดีพีประเทศจะอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับ 15.5 ล้านล้านบาทไม่ได้ขยายตัวมากนักเนื่องจากเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา -6% และปีนี้ขยายตัวได้เพียงประมาณ 1.5 - 2% ซึ่งจะทำให้ขนาดจีดีพีประเทศอาจจะมาอยู่ที่ 15.7 ล้านล้านบาท จึงมีความเป็นไปได้สูงที่หนี้สาธารณะจะเกิน 60% ของจีดีพี 

162158342745

“แม้จะมีความจำเป็นที่ต้องกู้เงินเพิ่ม แต่การเร่งรีบออกกฎหมายกู้เงินเพิ่มในรูปแบบ พ.ร.ก. ทั้งที่สภาฯใกล้จะเปิดแล้วเป็นเรื่องที่น่าตั้งข้อสังเกตเพราะว่ายังมีเงินที่ยังไม่ได้กู้ในก้อนที่เหลืออีก 2 แสนกว่าล้านบาท ว่าเป็นการเร่งรีบเกินปกติไปหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้คงจะมีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในสภาฯซึ่งอาจจะเป็นอุบัติเหตุทางการเมืองของรัฐบาลก็ได้เพราะหากสภาฯโหวตไม่รับรองกฎหมายสำคัญนี้รัฐบาลก็ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออก แต่หากเห็นว่าทำท่าไม่ดีรัฐบาลอาจไม่รอให้มีการโหวตแต่อาจจะชิงยุบสภาฯก่อน และเป็นรัฐบาลรักษาการณ์เพื่อรอการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งยังมีวงเงินให้ใช้จ่ายในการรับมือกับโควิด-19 อีกกว่า 7 แสนล้านบาท” นายมนตรี กล่าว