(ชมคลิปข่าวด้านล่าง) แผนเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงเป็นไปตามโรดแมพเดิมของรัฐบาล แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ต้องปรับแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงไตรมาส 2
ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ยุทธศักดิ์ สุภสร ยืนยันว่าแผนเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงเป็นไปตามโรดแมพเดิมของรัฐบาล แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ต้องปรับแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงไตรมาส 2 ตามคำสั่งของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งยกระดับการกักตัว ปรับจาก 7 วัน หรือ 10 วัน เป็น 14 วันสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยทุกประเภท
ต่างจากแนวทางเดิมที่ไตรมาส 2 นี้จะสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มฉีดวัคซีนครบแล้ว เดินทางมายังพื้นที่นำร่อง 6 พื้นที่ ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ พังงา เกาะสมุย ชลบุรี (พัทยา) และเชียงใหม่ โดยต้องเข้ากักตัวในโรงแรมเป็นเวลา 7 คืน สามารถออกนอกห้องพักและไปทำกิจกรรมในเส้นทางที่กำหนด (Sealed Route) ได้ และภายหลังการกักตัว 7 คืน สามารถเดินทางไปยังพื้นที่อื่นๆ ในไทยได้
อย่างไรก็ตาม ช่วงไตรมาส 2 ยังไม่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งยกระดับเพิ่มจำนวนวันกักตัวของ ศบค.มากนัก เพราะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังเดินทางเข้าไทยน้อย ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงรอรับการฉีดวัคซีนในประเทศตัวเอง ททท.จึงมองไปที่ไตรมาส 3 และ 4 มากกว่า เพื่อเดินหน้าตามไทม์ไลน์ที่รัฐบาลวางไว้
สำหรับ ไตรมาส 3 เตรียมเดินหน้าโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ ซึ่งกำหนดเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบแล้วแบบไม่กักตัว วันที่ 1 ก.ค.นี้ บินตรงเข้าภูเก็ตและตรวจเชื้อเมื่อเดินทางมาถึง และต้องอยู่ในภูเก็ตหรือ Sealed Route อย่างน้อย 7 คืนก่อนออกเดินทางไปยังพื้นที่อื่นๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งฉีดวัคซีนแก่คนในภูเก็ตให้ได้อย่างน้อย 70% ของประชากรเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่
ส่วนอีก 5 พื้นที่ ได้แก่ กระบี่ พังงา เกาะสมุย ชลบุรี (พัทยา) และเชียงใหม่ หากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบแล้วต้องการเดินทางไปยังพื้นที่เหล่านี้ ยังต้องกักตัวในโรงแรมเป็นเวลา 7 คืนหรืออยู่ท่องเที่ยวใน Sealed Route ก่อนออกเดินทางไปยังพื้นที่อื่นๆ
ขณะที่ไตรมาส 4 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบแล้วสามารถท่องเที่ยวในพื้นที่นำร่องทั้ง 6 พื้นที่ ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ พังงา เกาะสมุย ชลบุรี (พัทยา) และเชียงใหม่ แบบไม่กักตัว แต่ยังต้องอยู่ในพื้นที่นำร่องอย่างน้อย 7 คืนก่อนออกเดินทางไปพื้นที่อื่นๆ ในไทย
ล่าสุดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมเสนอให้ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) พิจารณาเพิ่มพื้นที่นำร่องในช่วงไตรมาส 4 อีก 4 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ หัวหิน ชะอำ และบุรีรัมย์ ซึ่งจะมีการจัดแข่งขันรายการโมโตจีพีปลายปี สอดรับกับที่รัฐบาลประกาศเร่งฉีดวัคซีนแก่คนไทยเพิ่มเป็น 100 ล้านโดส ครบ 50 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้ ครอบคลุม 70% ของประชากร
คาดว่ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะเสนอให้ ศบศ.พิจารณาเพิ่มพื้นที่นำร่องอีก 4 พื้นที่ใหม่ได้ต้นเดือน พ.ค.นี้ หากที่ประชุม ศบศ.เห็นชอบ จะทำให้มีพื้นที่นำร่องไตรมาส 4 เพิ่มเป็น 10 พื้นที่
อย่างไรก็ดี กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้ปรับลดเป้าหมายรายได้รวมการท่องเที่ยวปี 2564 ล่าสุดเมื่อ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา คาดมีรายได้รวมเหลือเพียง 8.5 แสนล้านบาท ลดลงจากเป้าหมายเดิมตั้งไว้ที่ 1.2 ล้านล้านบาท หลังภาคท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ระลอก 2 เมื่อเดือน ม.ค. และระลอก 3 เดือน เม.ย.
การปรับลดเป้าหมายครั้งนี้ แบ่งออกเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดิมตั้งเป้าหมายมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 6.5 ล้านคน ลดเหลือ 3-4 ล้านคน สร้างรายได้ 3 แสนล้านบาท ส่วนตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศ เดิมคาดนักท่องเที่ยวคนไทยตลอดปีนี้ไว้ที่ 160 ล้านคน-ครั้ง ลดลงเหลือ 100-120 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ 5.5 แสนล้านบาท









