“พีอีเอ” เผย “โครงการโรงไฟฟ้าชุมชน” มีผู้สนใจวางเงินประกันรวม 268 ราย พร้อมจองคิวเข้ายื่นซองแล้ว 250 ราย ขณะที่ประเดิมวันแรก ยื่นเอกสารกว่า 50 ราย ยันกระบวนการโปร่งใส
นายเสกสรร เสริมพงศ์ รองผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) เปิดเผยว่า วันนี้ 27 เม.ย.นี้ เป็นวันแรก ที่ PEA ได้เปิดให้ผู้สนใจยื่นซองเอกสารคำเสนอขายไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก(โครงการนำร่อง) พ.ศ. 2564 ที่สำนักงาน PEA โดยวันแรกมีผู้จองคิวมารอยื่นเอกสารตั้งแต่เวลา 08.00 น. ก่อนจะเปิดให้ยื่นจริงเวลา 8.30 น. มีผู้มายื่นซองทั้งหมดประมาณ 50 ราย และไม่มายื่นอีกประมาณ 4-5 ราย ซึ่งผู้ไม่มายื่นเอกสารตามคิวที่จองไว้จะต้องไปลงทะเบียนจองในระบบออนไลน์ใหม่ โดยคิววันพฤหัสบดีที่ 29 เม.ย.และศุกร์ที่ 30 เม.ย. 2564 มีการจองคิวเต็มแล้ว ขณะที่ วันที่ 28 เม.ย. 2564 ยังเหลือประมาณ 71 คิว เพราะมีผู้จองคิวไปแล้วกว่า 10 คิว และ PEA ได้กำหนดให้จัดคิวเข้ายื่นซองเอกสารไม่เกินวันละ 84 ราย เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดจากโควิด-19
โดย PEA เปิดให้มายื่นซองได้ตั้งแต่เวลา 8.30-16.30 น. ระหว่างวันที่ 27-30 เม.ย. 2564 ตามคิวที่จองไว้ผ่านระบบออนไลน์ และจะเปิดรับเพียงวันละ 84 คิวเท่านั้น โดยผู้ที่เข้ายื่นซองประมูลได้จะต้องเป็นบริษัทนิติบุคคลเท่านั้น
ทั้งนี้ ผู้ที่ยื่นจองคิวเรียบร้อยแล้วจะต้องจ่ายเงินค่าวางหลักประกันการยื่นคำเสนอขอขายไฟฟ้า (Bid Bond) จำนวน 500 บาทต่อกิโลวัตต์ของปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายแล้วเท่านั้น ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนฯครั้งนี้ มีผู้วางเงินประกันรวมทั้งสิ้น 268 ราย และจองคิวเข้ายื่นซองประมาณ 250 ราย ทั้งนี้ แต่จะมายื่นซองประมูลตามจำนวนที่วางหลักประกันไว้ทั้งหมดหรือไม่นั้น ยังต้องติดตามต่อไป
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาผู้เข้าร่วมโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนฯ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่พิจารณาด้านเทคนิคมาจาก 9 หน่วยงาน ประกอบด้วย ตัวแทน PEA, การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.),สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.), คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.), กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) รวมถึงเจ้าหน้าที่จากกรมโยธาธิการและผังเมือง และตัวแทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเปิดให้สามารถยื่นเอกสารเพิ่มเติมได้และสามารถอุทธรณ์ได้ด้วย ดังนั้น ขอให้ทุกฝ่ายสบายใจได้ว่ากระบวนการประมูลเป็นไปด้วยความโปร่งใส
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนฯ จะเปิดรับซื้อไฟฟ้ารวม 150 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล 75 เมกะวัตต์ เสนอขายโครงการละไม่เกิน 6 เมกะวัตต์ และเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ(พืชพลังงาน ผสมน้ำเสีย/ของเสีย น้อยกว่าหรือเท่ากับ 25%) 75 เมกะวัตต์ เสนอขายโครงการละไม่เกิน3 เมกะวัตต์
โดยกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้า แบ่งเป็น 1. ชีวมวล กำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ คิดอัตรา Feed-in Tariff (FiT) ที่ 4.8482 บาทต่อหน่วย และกำลังการผลิตติดตั้งมากกว่า 3 เมกะวัตต์ FiT ที่ 4.2636 บาทต่อหน่วย 2. ก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) มี FiT ที่ 4.7269 บาทต่อหน่วย โดยทั้งหมดมีระยะเวลาสนับสนุน 20 ปี และมี FiT Premium สำหรับพื้นที่พิเศษ อีก 0.50 บาทต่อหน่วย






