26-30 เมษายน: มาตรการคุมเข้มที่มากขึ้น กดดันตลาดต่อในช่วงสั้น
สถานการณ์ COVID-19 ที่เลวร้ายลงน่าจะฉุดให้ตลาดลงต่อ
ในสัปดาห์ที่แล้ว (19-23 เมษายน) ดัชนี SET อ่อนแอกว่าที่เราคาดไว้ โดยสาเหตุสำคัญมาจากการที่ยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงจำนวนผู้ป่ วยหนัก และยอดผู้เสียชีวิตด้วย ถึงแม้ว่าทั้งรัฐบาล และ ศบค. จะยืนยันว่าไม่มีการใช้มาตรการ lockdown และไม่ประกาศ curfew แต่นักลงทุนในตลาดก็เริ่มปรับพอร์ตเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่อาจมีการใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น และความเสี่ยงที่จะมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลงอีก หลังจากที่บางสำนักปรับลดประมาณการ GDP ไทยปี 2564 ลงไปต่ำกว่า 2.0%
สำหรับในสัปดาห์นี้ (26-30 เมษายน) เราพลิกมามองดัชนี SET เป็นลบอีกครั้ง เนื่องจากยอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันพุ่งขึ้นไปสูงเกินคาดจนเกือบถึง 2,900 รายเมื่อวันที่ 24 เมษายน เป็นเหตุให้ทางการปรับใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น โดยผู้ว่าราชการ กทม. ได้ออกคำสั่งปิดสถานที่สาธารณะ 31 ประเภท แต่ยัง
อนุญาตให้ห้างสรรพสินค้า, ร้านอาหาร, ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อเปิดให้บริการได้แบบมีเงื่อนไข เรามองสิ่งที่รัฐทำอยู่นี้ว่าเป็นมาตรการ ‘กึ่ง lockdown’ ซึ่งจะส่งผลกระทบระยะสั้นต่อทั้งหุ้นในธีม re-opening และธีม domestic play ดังนั้น เราจึงมองว่ามีโอกาสสูงที่ตลาดหุ้นไทยจะ
underperform ตลาดหุ้นภูมิภาคต่อไปอีก สำหรับ downside ของดัชนี SET เรามองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ที่ขยับลดลงมาอยู่ที่ 1.9% จากก่อนหน้านี้ที่อยู่สูงกว่า 2.0% ส่งผลดีต่อการคำนวณ earnings yield gap (EYG) ของเรา ซึ่งเมื่ออิงจาก EYG เฉลี่ยระยะยาวที่ 4.1%, อัตรา
ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีที่ 1.9% และ EPS กลางปี 2565 ที่ 92.0 เราประเมินว่า downside ของดัชนี SET ในกรณีเลวร้ายอยู่ที่ 1,530 จุด (การคำนวณรอบที่แล้วอยู่ 1,510) ภายใต้สมมติฐานว่าไม่ได้มีการปรับลด EPS ของบริษัทจดทะเบียนไทยลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน เมื่อทำการวิเคราะห์
sensitivity ระหว่าง EPS กลางปี 2565 กับระดับ downside ของดัชนี เราพบว่าการปรับลดประมาณการ EPS ลงทุก ๆ 1% จะทำให้ downside ของดัชนี SET ขยับลดลงไปอีก 15 จุด
ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคสหรัฐ และสถานการณ์ COVID-19 ของไทย
(0/+) ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคสหรัฐ และแผนภาษี ในสัปดาห์นี้จะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญสองสามรายการ ได้แก่ ผลการประชุม FOMC ในวันที่ 28 เมษายน ซึ่งรอบนี้จะไม่มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจ ในขณะที่ Fed น่ายังคงรักษาท่าที dovish ในส่วนของนโยบายการเงินเอาไว้และมองข้ามอัตราเงินเฟ้อที่ดีดตัวขึ้นในระยะสั้น จากนั้นในวันที่ 29 เมษายน จะมีการประกาศ GDP 1Q64 ของสหรัฐ ซึ่ง consensus ประเมินไว้ที่ +6.5% QoQ SAAR และประการสุดท้าย รัฐบาลของ Biden มีกำหนดจะประกาศแผนภาษีอย่างเป็นทางการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกำไรจากตลาดทุน และ เพดานอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
(-) ความคืบหน้าของสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศไทย นักลงทุนในตลาดจะยังคงติดตามยอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่าง 2,000-3,000 ราย และทำให้เกิดความกังวลถึงความสามารถของระบบการรักษาพยาบาลของไทยในการรับมือกับผู้ป่ วยที่มีอาการรุนแรง ทั้งนี้ หากยอดผู้ติดเชื้อยัง
พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะเห็นการ lockdown ที่เต็มรูปแบบมากกว่านี้ ซึ่งจะทำให้ภาวะตลาดเป็นลบมากกว่าที่เราคาดไว้ในปัจจุบัน
หุ้นในธีม Global cyclical, โรงพยาบาล และ ธีมหยุดอยู่บ้าน จะ outperform ในระยะสั้น
เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ของไทยยังคงแย่ลงไปอีก หุ้น domestic plays ทั่ว ๆ ไปก็น่าจะขยับลงตามตลาด ในขณะที่หุ้นในธีม global cyclical และธีมหยุดอยู่บ้านน่าจะขยับขึ้นได้อย่างโดดเด่น เราชอบหุ้นปิโตรเคมีที่มีแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งใน 1H64 อย่างเช่น IVL*, PTTGC* และ SCC* ส่วน
กลุ่มโรงพยาบาล เราชอบหุ้นขนาดกลางที่จะได้อานิสงส์จากการตรวจ COVID-19 อย่างเช่น BCH* และท้ายที่สุด เราคิดว่าหุ้นในธีมหยุดอยู่บ้านอย่างเช่น RS* ก็ดูน่าสนใจ








