เงินบาทฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าขึ้น ขณะที่หุ้นไทยขยับขึ้นเล็กน้อยปลายสัปดาห์ แต่ยังปิดต่ำกว่าสัปดาห์ก่อน
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
- เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นช่วงปลายสัปดาห์ หลังแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 6 เดือนที่ 31.57 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงแรก ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ในประเทศระลอกสาม ซึ่งยากต่อการควบคุมและอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะที่เหลือของปี อย่างไรก็ดี เงินบาทดีดตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ตามจังหวะการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
- ในวันศุกร์ (16 เม.ย.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.23 เทียบกับระดับ 31.42 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (9 เม.ย.)
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (19-23 เม.ย.) ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.10-31.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์และมาตรการควบคุมโควิด 19 ในประเทศ ข้อมูลการส่งออกของไทยเดือนมี.ค. ท่าทีสหรัฐฯ และจีน ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสอง ยอดขายบ้านใหม่เดือนมี.ค. ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการ (เบื้องต้น) เดือนเม.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ LPR ของจีน และผลการประชุมนโยบายการเงินของ ECB ด้วยเช่นกัน
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
- หุ้นไทยถูกกดดันจากสถานการณ์โควิดในประเทศ โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,548.96 จุด ลดลง 1.11% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 83,842.50 ล้านบาท ลดลง 5.76% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 2.45% มาปิดที่ 447.08 จุด
- หุ้นไทยร่วงลงแรงช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางแรงขายหุ้นทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธนาคาร การเงิน และพลังงาน จากกลุ่มนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก โดยมีปัจจัยลบจากสถานการณ์โควิดในประเทศที่ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการลดสถานะความเสี่ยงก่อนปิดหยุดยาวในระหว่างสัปดาห์ อย่างไรก็ดีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนช่วงปลายสัปดาห์ตามแรงซื้อสุทธิของต่างชาติ ขณะที่นักลงทุนคลายกังวลบางส่วนหลังทางการยังไม่ได้คุมเข้มด้วยการประกาศล็อกดาวน์ทั้งประเทศ
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (19-23 เม.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,530 และ 1,510 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,560 และ 1,575 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการงวดไตรมาส 1/64 ของบจ.ไทย โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร สถานการณ์โควิด 19 ในประเทศ รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับวัคซีนต้านโควิด 19 ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่และบ้านมือสองเดือนมี.ค. รวมถึงดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการ (เบื้องต้น) เดือนเม.ย. ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ การประชุม ECB ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการ (เบื้องต้น) เดือนเม.ย. ของญี่ปุ่นและยูโรโซน และการกำหนดอัตราดอกเบี้ย LPR เดือนเม.ย. ของจีน









