วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Quantamental (2 เม.ย.64)

(คาดหวัง) การปรับประมาณการกำไรขึ้น ชดเชย ดอกเบี้ยที่ขึ้นมาได้

SET index เดือน มี.ค. +6% MoM

ดัชนี SET index เดือน มี.ค. +6% MoM ปิดที่ 1,587 จุด ทั้งนี้ในบทวิเคราะห์เดือนก่อนหน้า เรากังวลต่อการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่ Cross asset class momentum (CAC) ยังอ่อนแรง (โดยเฉพาะจากฝั่งตราสารหนี้) ดังนั้นในเดือนก่อนเราจึงแนะนำให้นักลงทุนลดพอร์ตการลงทุนในหุ้นบ้าง เมื่อดัชนีปรับขึ้นบริเวณแนวต้าน

Valuation ตึงขึ้นเรื่อยๆ

Valuation โมเดลของเราทั้ง 3 โมเดล ชี้ว่า Valuation ของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างแพง และ Upside ในระยะกลางเริ่มจำกัด โดย i) Implied equity risk premium (iERP) ล่าสุด = 3.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 2560 ii) Modified yield gap (M-yield gap) ส่งสัญญาณ "ขาย" ตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. โดยล่าสุด M-yield gap = -1.7 จุด หากต่ำกว่า -2.0 จุด จะเป็นการส่งสัญญาณว่ามีโอกาสเข้าสู่ภาวะ "หมี" ในอนาคตอันใกล้ และ iii) Cyclical Adjusted PE (CAPE) ล่าสุด = 19.9 เท่า ซึ่งแตะระดับ +1 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่าเฉลี่ยในอดีต ขณะที่ Excess CAPE yield (ECY) ล่าสุด = 3.1% ใกล้เคียงกับ ECY ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งชี้ว่าความน่าสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยไม่สูงมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ

Valuation de-rate VS earnings upgrades

รูปที่ 3 แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง PE ของตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร ทั้งนี้ PE ของพันธบัตร สามารถคำนวณได้โดย PE = 1/yield ดังนั้นเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น PE ของตลาดพันธบัตรจะปรับลดลงทันทีตามสูตรคำนวณ เราทำการคำนวณความสัมพันธ์ของ PE ตลาดทั้ง 2 โดยใช้ Regression analysis จากข้อมูลในอดีตตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบันได้สมการ PE ของตลาดหุ้น = 9.21 + 0.21 (PE ของตลาดพันธบัตร) ดังนั้นหาก
ความสัมพันธ์นี้เป็นจริง Forward PE ของ SET index ควรลดลงจากปัจจุบันที่ 20.2 เท่า เป็น 19.1 เท่า

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยต่อตลาดหุ้น ขึ้นอยู่กับ 2 สถานการณ์ i) กรณีที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นจากความคาดหวังเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อตลาดหุ้นจะเป็นไปในทิศทางที่เป็นบวก และ ii) กรณีที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ ผลกระทบต่อตลาดหุ้นมักจะเป็นลบ

นักเศรษฐศาสตร์ของฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในขณะนี้เป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ผสมผสานไปด้วยความกลัวเงินเฟ้อของตลาด อย่างไรก็ดีภาวะเงินเฟ้อในระยะอันใกล้ (ช่วง 2Q64) จะปรับสูงขึ้นจากฐานที่ต่ำในปีก่อน แต่เชื่อว่าค่าเฉลี่ยทั้งปี 2564 จะยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ดังนั้น ผลกระทบของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับขึ้นในขณะนี้จึงยังไม่เป็นความเสี่ยงต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากนัก โดยยังได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจฟื้นตัวและคาดหวังการปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน

ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยที่เป็นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นส่วนใหญ่อิงกับสินค้าโภคภัณฑ์ ดังนั้นเราจึงเชื่อว่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นไทยจะได้อานิสงส์จากภาวะเงินเฟ้อด้วย

Momentum ยังไม่กลับมาแกร่ง

Momentum ของตลาดหุ้นไทยยังไม่กลับมาแกร่งเต็มที่ แม้ว่า Momentum ของ SET index ยังเป็นบวก (ค่าเฉลี่ยอัตราผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือน +3.1% ต่อเดือน) แต่ Momentum ตลาดพันธบัตรยังอ่อนแอ (อัตราผลตอบแทนย้อนหลัง 12 เดือน -0.165% ต่อเดือน) ส่งผลให้ Cross asset class momentum (CAC) ยังถูกถ่วงจากฝั่งตลาดตราสารหนี้ อย่างไรก็ดี จากการวิเคราะห์ในย่อหน้าก่อน เราเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังถูกหนุนด้วยความคาดหวังเรื่องการปรับประมาณการฯขึ้น ซึ่งน่าจะชดเชยกับ PE ที่มีโอกาสจะถูกปรับลง ซึ่งในกรณีเลวร้าย หาก SET index มีการพักฐาน จะเป็นโอกาสในการ "ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว" ดังนั้น เราแนะนำให้นักลงทุนคงน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นเท่าเดิมจากเดือนก่อน (บทวิเคราะห์เดือน มี.ค. เราแนะนำให้ลดพอร์ต บริเวณแนวต้าน)

Volatile market, selective buy

ดัชนี SET index เดือนนี้ในเชิง Technical ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,580 จุด และ 1,550 จุด ตามลำดับ / แนวต้าน 1,600 จุด และ 1,620 จุด ตามลำดับ

สำหรับหุ้นเด่น 20 ตัวที่เราคัดกรองมาจาก Quantamental model ในเดือน มี.ค. ให้ผลตอบแทน +10.7% (Equal weight) และ 8.1% (Market cap weight) มี Success ratio 80% (หุ้น 16 ตัวให้ผลตอบแทนเป็นบวก และ 4 ตัวให้อัตราผลตอบแทนเป็นลบ) สำหรับหุ้นเด่น เดือน เม.ย. เรามีการปรับพอร์ต เข้า - ออก 10 ตัว ตามตารางที่ 1