วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เงินบาท’วันนี้เปิด ‘แข็งค่า’ที่31.25 บาทต่อดอลลาร์

ตลาดการเงินเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หนุนจากความหวังแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไบเดน หนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐ ดอลลาร์อ่อนค่าและทองคำปรับตัวสูงขึ้นทำให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในระยะสั้น แต่เม.ย.ปรับตัวอ่อนค่าได้จากบริษัทจดทะเบียนต่างประเทศทยอยจ่ายปันผล

นายพูน พานิชพิบูลย์  นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.25 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 31.27 บาทต่อดอลลาร์  มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.20-31.30 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท มองว่า การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจช่วยหนุนให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แต่โดยรวมในระยะสั้น ภาวะที่เงินดอลลาร์ยังมีแนวโน้มแข็งค่าหรือทรงตัวในกรอบปัจจุบัน จากความหวังการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จะทำให้โอกาสที่เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าต่อเนื่องก็จะมีน้อย

นอกจากนี้ ในช่วงกลางเดือนเม.ย. เงินบาทก็มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง จากแรงซื้อสกุลเงินต่างประเทศในช่วงการจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเราคาดว่า ในบางสัปดาห์อาจมีโฟลว์จ่ายปันผลกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท (โดยรวมตลอดช่วงเดือนเมษายน ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม อาจมียอดจ่ายปันผลกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท)

เรามองว่า ในช่วงไตรมาส 2 ที่เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่ามากที่สุดในปีนี้ ก็จะเป็นโอกาสที่ดีของผู้ส่งออกในการทยอยปิดความเสี่ยงค่าเงิน ขณะที่ผู้นำเข้าที่ยังไม่มีภาระที่ชัดเจน อาจเลือกใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิการทำออพชั่น (Options) เพราะเงินบาทยังมีโอกาสกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ได้

ทางด้านตลาดการเงินเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หนุนโดยความหวังว่าแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน(Infrastructure Investment Plan) มูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 2 ล้านล้านดอลาาร์ จากประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะสามารถช่วยหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ นอกจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด อย่าง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนโดย ADP ในเดือนมีนาคมก็เพิ่มขึ้นกว่า 5.15 แสนราย ยิ่งที่ให้ตลาดเชื่อมั่นในแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้ ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell2000 ปิดบวก 1.1% ส่วน ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นราว 0.4% ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นกว่า 1.5% หลังตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10ปีสหรัฐฯ

ส่วนในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX50 ปิดลบเล็กน้อย 0.2% กดดันโดยแรงขายหุ้นในกลุ่มการเงินขนาดใหญ่ของยุโรปที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาการผิดนัดชำระหนี้การเพิ่มเงินประกัน (Margin Call) ของ Archegos Capital Management นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงขายทำกำไร หลังดัชนีตลาดหุ้นส่วนใหญ่ ปรับตัวสูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ หรือ ใกล้จุดสูงสุดในช่วงก่อนวิกฤติ COVID-19

ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดได้ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดลดสถานะถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ บอนด์ยีลด์10ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นราว 4bps สู่ระดับ 1.74% ขณะเดียวกัน ตลาดก็ลดการถือครองเงินดอลลาร์ หลังจากที่ความปั่นป่วนในตลาดการเงินเริ่มลดลง ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก

โดยล่าสุด ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงแตะระดับ 93.2 จุด ส่งผลให้ เงินปอนด์ (GBP) แข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.378 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ในขณะที่ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ยังคงอ่อนค่าลงสู่ระดับ 110.8 เยนต่อดอลลาร์

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ได้ช่วยให้ ราคาทองคำ รีบาวด์กลับขึ้นมา สู่ระดับ 1,708 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง

สำหรับวันนี้ เรามองว่า ตลาดจะจับตาสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียที่เริ่มดีขึ้น โดยในฝั่งญี่ปุ่น ผลสำรวจภาคธุรกิจโดยธนาคารกลางญี่ปุ่น จะชี้ว่า บริษัทใหญ่ในภาคการผลิตจะมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มธุรกิจที่ดีขึ้นโดยดัชนี Tankan บริษัทผู้ผลิตขนาดใหญ่จะปรับตัวขึ้น สู่ระดับ -1 จุด ในไตรมาสที่ 1 จาก -10 จุด จากเดือนก่อนหน้าหนุนโดยยอดการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องและค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง ภาพดังกล่าวจะสะท้อนในยอดการส่งออกของเกาหลีใต้ (Exports) ในเดือนมีนาคมที่จะขยายตัวถึง 16% เช่นกัน

นอกจากนี้ ตลาดจะรอติดตามผลการประชุมกลุ่ม OPEC+ ที่คาดว่า จะยังคงส่งสัญญาณลดกำลังการผลิตในอัตราเดิมต่อไป เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดน้ำมัน หลังจากที่ความต้องการน้ำมันในระยะสั้นอาจชะลอตัวลงจากปัญหาการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 ในยุโรปและพื้นที่อื่นๆ ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวของ OPEC+ มีโอกาสช่วยหนุนราคาน้ำมันดิบในระยะสั้น และเราคงมองว่า ราคาน้ำมันดิบยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก