วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังหนุนรายย่อยชิงงานจัดซื้อจัดจ้างรัฐ 1.7 ล้านล้าน

(ชมคลิปข่าวด้านล่าง) คลังหนุนรายย่อยชิงงานจัดซื้อจัดจ้างรัฐ 1.7 ล้านล้าน

กระทรวงการคลัง ออกประกาศกำหนดให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องจัดซื้อวัสดุที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่า 60% คาดช่วยเอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ เข้าถึงโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีเม็ดเงิน 1.7 ล้านล้าน ด้านส.อ.ท. คาดหากทำสำเร็จตามเป้าช่วยสร้างรายได้ผู้ประกอบการไทย 1 ล้านล้านบาท ตั้งเป้าปี 64 มีผู้ประกอบการไทยขอรับรอง made in Thailand 1 หมื่นสินค้า

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ระบุ รัฐบาลได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ผลักดันนโยบาย “Made in Thailand” เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน หันมาใช้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติกฎกระทรวง กำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2563 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานราชการใช้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศเพิ่มขึ้น ประกาศเป็นกฎกระทรวงที่มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563

ทั้งนี้ จะส่งผลให้กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและกลุ่มสตาร์ทอัพ สามารถเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ซึ่งในปีงบประมาณนี้จะมีโครงการจัดซื้อหน่วยงานภาครัฐ 5 ล้านโครงการมูลค่า 1.7 ล้านล้านบาท และยังเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้สินค้าไทยเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการในประเทศสามารถเพิ่มยอดขาย และมีผู้ประกอบการรายใหม่ๆเกิดขึ้น รวมทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดิจิตอล สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ


นางสาววนิภา ลำเจียกเทศ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบการเงินการคลัง กรมบัญชีกลางกล่าวว่า กรมได้ส่งหนังสือเวียนไปยังหน่วยงานภาครัฐต่างๆเกี่ยวกับระบบการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว โดยสาระสำคัญของสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างนั้น กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องจัดซื้อวัสดุที่ผลิตภายในประเทศไม่น้อยกว่า 60% ของพัสดุที่ใช้ในงานจ้าง และในส่วนของงานก่อสร้างนั้น กำหนดให้ใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศก่อน โดยต้องไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่า หรือปริมาณเหล็กหรือเหล็กกล้าที่ใช้ในงานก่อสร้างทั้งหมดในครั้งนั้น

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสายงานมาตรฐานอุตสาหกรรม ส.อ.ท. กล่าวว่า ขณะนี้ ส.อ.ท. ได้มีการเตรียมความพร้อมในการรับขึ้นทะเบียนสินค้า Made in Thailand (MiT)  โดยได้เริ่มเปิดรับลงทะเบียนตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา และยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มการลงทะเบียนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ การรับรองสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย หรือ Made in Thailand จะใช้แนวทางการคำนวณมูลค่าตามหลักการ ASEAN Content โดยปรับให้ตรงวัตถุประสงค์ของการสนับสนุนสินค้าผลิตในประเทศ ซึ่งต้องมีสัดส่วนมูลค่าวัตถุดิบผลิตในประเทศอย่างน้อย 40% และตั้งเป้าปี 2564 จะมีผู้ยื่นขอการรับรอง Made in Thailand ไม่ต่ำกว่า 100,000 รายการสินค้า

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โครงการ Made in Thailand จะช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทยเพิ่มขึ้น หากเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐให้ได้ตามที่กำหนดไว้ที่ 60% จะช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทยเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านล้านบาท และยังช่วยเพิ่มเม็ดเงินให้เกิดการหมุนเวียนภายในระบบเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19