สทนช. เตือน 1-2 เดือนนี้ เสี่ยงแล้งหนักกระทบพื้นที่เพาะปลูก ชงของบบอร์ดน้ำ 4-5 พันล้านบาทนำมาเยียวยาเกษตรกร เพื่อรองรับผลกระทบไว้ก่อน แต่มั่นใจปีนี้เอาอยู่ เพราะฝนมาเร็วและมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าปีก่อน 5% ดันยื่นจดทะเบียนองค์กรน้ำ 1 เม.ย. เพื่อให้ภาคประ
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สนทช.จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผนเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีพล.อ ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อเยียวยาให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 นี้ โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท ในการนำมาเยียวยาเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เช่น พื้นที่ภาคเหนือตอนบน ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เป็นต้น เนื่องจาก สทนช. ประเมินว่าในช่วง 1-2 เดือนนี้ บางพื้นที่รวม 10 แห่ง มีความเสี่ยงที่น้ำจะแตะระดับศูนย์ ไม่สามารถปลูกพืชได้ จึงต้องขอความร่วมมืออย่างเร่งด่วนในการลดการเพาะปลูก แต่ก็ต้องมีมาตรการเยียวยาเข้ามาดูแลเร่งด่วนในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.นี้ ส่วนพื้นที่ภาคกลางใน 12 ลุ่มน้ำ ในช่วงฤดูฝนปีนี้ก็ยังทำนาไม่ได้ ต้องขอความร่วมมือชะลอไปก่อน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในช่วง 1-2 เดือนนี้ มีความเสี่ยงน้ำขาดแคลน แต่หลังจากนั้นสถานการณ์น้ำจะดีขึ้น เพราะฝนปีนี้จะมาเร็ว และคาดว่าจะมีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 5% ดังนั้นตั้งแต่เดือนก.ค.-ส.ค. เป็นต้นไป จะมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกทั้งประเทศ และประเมินว่าสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนปีนี้จะไม่มีเหตุการณ์ปริมาณน้ำมากแล้วท่วมเหมือนปี 2538 ส่วนฤดูแล้งปีหน้าคาดว่าไม่น่าจะรุนแรง แต่ก็มีบางพื้นที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น จังหวัดกาญจนบุรี
สำหรับการจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำตามพรบ.ทรัพยากรน้ำ ปี 2561 ล่าสุดได้มีการออกกฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำปี 2564 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2564 แล้ว โดยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2564 สทนช. จะเริ่มเปิดให้ขึ้นทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำได้ โดยผู้ที่ต้องการยื่นองค์กรผู้ใช้น้ำจะต้องมีตัวแทน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ภาคเกษตรกรรม ภาคพาณิชยกรรม และภาคอุตสาหกรรม ไม่น้อยกว่า 30 ราย เข้ามายื่นจดทะเบียน ซึ่งองค์กรผู้ใช้น้ำจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับให้ภาคประชาชนเข้ามามีสิทธิ์มีเสียงและร่วมแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง รวมถึงบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี สทนช. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับลุ่มน้ำให้สามารถาจัดสรรน้ำได้อย่างเท่าเทียม และเป็นธรรม
นอกจากนี้ องค์กรผู้ใช้น้ำที่ได้รับการจดทะเบียน ยังสามารถเข้าร้บการคัดเลือกเป็นกรรมการลุ่มน้ำในเขตลุ่มน้ำของตนได้ ซึ่งลุ่มน้ำหนึ่งๆมีจำนวน 9 คน แบ่งเป็นภาคเกษตรกรรม 3 ภาคอุตสาหกรรม 3 คน และภาคพาณิชยกรรม 3 คน โดยกรรมการลุ่มน้ำยังมีสิทธิในการรับการคัดเลือกไปเป็นกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ด้วย









