“อาคม”เตรียมประกาศผ่อนเกณฑ์ซอฟท์โลน-โกดังเก็บหนี้ อุ้มธุรกิจท่องเที่ยว-SMEs ภายใน 2 เดือน ชี้ภาคท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวจะเป็นปัจจัยลบหลักต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย โดยจีดีพีปีนี้จะโตในระดับต่ำระหว่าง 2.5-3.5%
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ทิศทางฟื้นเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตโควิด 2564 ในงานสัมมนาจับทิศทางการลงทุนยุคNew Normal ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจวานนี้(3มี.ค.) ว่า สถานการณ์โควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจในระยะต้นปีชะงักนิดหน่อย แต่ในภาพรวมทั้งปีนั้น เชื่อว่า จะมีอัตราการขยายตัวที่เป็นบวกแน่นอน โดยคาดว่า จะสามารถขยายตัวได้ในระดับ 2.5-3.5% จากปีก่อน ที่ขยายตัวติดลบ 6.1% ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดการณ์จีดีพีจะขยายตัวได้ในระดับ 2.8%
“สรปุปีก่อนจีดีพีเราติดลบ 6.1% ปีนี้ คลังคาดขยายตัว 2.8% ส่วนค่ายอื่นไม่หนีกันอยู่ที่ระหว่าง 2.5-3.5% แสดงว่า เศรษฐกิจเป็นบวกแน่ เหตุเพราะปีก่อนคิดลบฐานต่ำมาก ฉะนั้น ขยับจีดีพีนิดเดียวก็เป็นบวก แต่ไม่เป็นสิ่งที่เราพอใจ เพราะช่องว่างผลผลิตของเรามีถึง 7% หมายความว่า ถ้าเราอยากให้เศรษฐกิจปีนี้โต 4% แต่เราคาดจะโตได้ 2.8% เราต้องทำอีก 1.2% ถึงจะได้ 4% ตามที่คาดหวังไว้เดิม แต่ 1.2% ก็ยังไม่พอ เพราะปีที่แล้วติดลบไป 6.1% ฉะนั้น เราต้องทำ 7% เพราะปีก่อนติดลบ”
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจปีนี้ เราคงไม่ขึ้นไปถึง 4% เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก คือ ดีมานด์ จากต่างประเทศที่ยังไม่มา เพราะท่องเที่ยวมีสัดส่วนถึง 12% ของจีดีพี เมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา เราหวังว่า การท่องเที่ยวจะมากลางปีนี้ แต่ตอนนี้ดีเลย์ออกไป เพราะดีมานด์ต่างประเทศคาดหวังไม่ได้ มีเพียงส่งออกบางเดือนอาจบวก หรือติดลบบ้าง แต่ไตรมาสต่อไตรมาสเป็นสิ่งที่จับตา
ฉะนั้น เมื่อปีนี้ดีมานด์จากการท่องเที่ยวไม่มา จึงเป็นเหตุผลที่ว่า มาตรการรัฐยังต้องดำเนินการต่อเพื่อดูแลเศรษฐกิจในประเทศ โดยมาตรการที่เคยทำแล้ว จะนำกลับมาทำซ้ำ แต่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งมาตรการส่วนใหญ่จะเป็นมาตรการระยะสั้น เพื่อดูแลประชาชน
ขณะเดียวกัน เมื่อดีมานด์จากต่างประเทศไม่มา ภาคธุรกิจที่กระทบแน่นอน คือ การท่องเที่ยว ซึ่งภาคนี้มีธุรกิจต่อเนื่องจำนวนมากไปจนถึงเกษตรกร ซึ่งความช่วยเหลือเราก็ดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่แล้วผ่านเงินกู้ฉุกเฉิน โดยเฉพาะพ.ร.ก.ซอฟท์โลน แต่ใช้ไปได้ไม่มากแค่แสนกว่าล้าน เท่าที่ทราบประเด็นดอกเบี้ยไม่ได้เป็นปัญหา ขอให้มีเงินเสริมสภาพคล่อง แต่หากเหตุการณ์ยาวนานมาอีกปี เอกชนก็มีขีดจำกัด
ดังนั้น เรื่องซอฟท์โลนก็ต้องทำต่อ แต่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งข้อแก้ไขหนึ่งเพื่อให้ SMEsเข้าถึงซอฟท์โลนได้มากขึ้นก็คือ อัตราดอกเบี้ย เดิมเคยกำหนดให้ธนาคารปล่อยกู้ได้ไม่เกิน 2% โดยที่ธปท.ปล่อยกู้ให้ธนาคารในอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.1%นั้น จะปรับปรุงให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า2%โดยให้กู้ต่อราย 20 ล้านบาท และสูงสุดไม่เกิน 500 ล้านบาท
ภายใต้เงื่อนไขใหม่ของซอฟท์โลนของ ธปท. จะกำหนดวงเงินไว้ 1 แสนล้านบาท จากวงเงินที่เหลืออยู่ 3.5 แสนกว่าล้านบาท สำหรับวงเงินส่วนที่เหลือของซอฟท์โลนนั้น ส่วนหนึ่งจะนำไปใช้เพื่อดำเนินการในเรื่อง asset warehousing โดยได้หารือกับธนาคารพาณิชย์แล้ว โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องอุดหนุนอะไรให้กับธนาคารที่รับซื้อสินทรัพย์ของลูกค้าเพื่อตีทรัพยชำระหนี้ และมีเงื่อนไขตกลง ขายคืนในราคาที่ตกลงกัน อย่างไรก็ตามรัฐจะอำนวยความสะดวกในด้านภาษ โดยการแก้ไขพ.ร.ก.ซอฟท์โลนและการจัดตั้ง asset warehousing คาดว่า จะแล้วเสร็จภายในไม่เกิน 2 เดือน
อย่างไรก็ตามภาคการท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวได้ในระดับปกติราวปี 65-67 ฉะนั้น ในเรื่องของมาตรการ โดยเฉพาะในโครงการเราเที่ยวด้วยกันนั้น มีหลายฝ่ายอยากให้ทำต่อ เพื่อช่วยการท่องเที่ยวในประเทศ
เขากล่าวด้วยว่า สำหรับพื้นฐานเศรษฐกิจไทยนั้น ถือว่า อยู่ในระดับที่เข้มแข็ง แต่สิ่งที่ต้องดำเนินการเพื่อวันข้างหน้า คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน ถ้าลืมเรื่องนี้ เราจะวิ่งตามหลังทุกที โครงสร้างพื้นฐานจะหยุดแค่นี้หรือเปล่า คงไม่ใช่ เพราะสิ่งเหล่านี้ คือความเชื่อมั่นต่างประเทศ และเป็นการปรับปรุงคุณภาพชีวิตคนไทย ฉะนั้น ต้องดำเนินการต่อ อีกด้าน คือ กฎระเบียบต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจก็ต้องทำต่อ นอกจากนี้ ยังต้องพัฒนาเทคโนโลยี และส่งเสริมการทำธุรกิจสีเขียวหรือที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ ในส่วนภาคการคลังต้องสร้างความเข้มแข็งในด้านรายได้ ซึ่งต้องมีการปฏิรูปในทิศทางทั้งการส่งเสริมให้เอื้อต่อการทำธุรกิจและโน้มน้าวในสิ่งที่ไม่อยากให้เกิด โดยเฉพาะภาษีที่เป็นลบต่อสังคม
“ฉะนั้น เรื่องของธุรกิจจะช่วยเหลือ โดยนอกเหนือจากสภาคพล่องแล้ว ตัวธุรกิจเองต้องปรับตัวด้วย รวมถึง การปรับโครงสร้างธุรกิจตัวเอง มาตรการต้องทำซ้ำปีที่แล้ว แต่ปรับปรุงให้ดีขึ้น และบางธุรกิจอาจทำต่อไม่ได้ ถามว่า จะให้ทำอย่างไร ก็มีการพูดถึง asset warehousing เมื่อถึงเวลาก็จะประชาสัมพันธ์ ก็จะช่วยได้








