เศรษฐกิจโลกยังสามารถรักษาทิศทางการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ แต่หลายประเทศมีการบริหารจัดการที่ดีขึ้น พร้อมทั้งประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์เป็นบางพื้นที่ ทำให้ภาคการผลิตและการขนส่งยังดำเนินต่อไปได้
เศรษฐกิจโลกยังสามารถรักษาทิศทางการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ แต่หลายประเทศมีการบริหารจัดการที่ดีขึ้น พร้อมทั้งประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์เป็นบางพื้นที่ ทำให้ภาคการผลิตและการขนส่งยังดำเนินต่อไปได้ นอกจากนี้ ผลจากการระดมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง และการกระจายวัคซีนในหลายภูมิภาค ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นอุปสงค์และสร้างความเชื่อมั่น โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2564 จะมีอัตราการเติบโต 5.5% จากที่หดตัว 3.5% ในปี 2563 นำโดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศหลักของโลก
ในส่วนของเศรษฐกิจไทย ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนธ.ค.2563 พลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกในรอบ 10 เดือน โดยการส่งออกขยายตัว 4.6%yoy จากที่หดตัว 3.1% ในเดือนพ.ย. ทั้งนี้ สินค้าที่ขยายตัวได้ดี ยังเป็นสินค้ากลุ่มเดิมที่เติบโตต่อเนื่องใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) สินค้าอาหาร เช่น ผักและผลไม้ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำมันปาล์ม อาหารสัตว์เลี้ยง สุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง และสิ่งปรุงรสอาหาร 2) สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน (Work from Home) และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน 3) สินค้าเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด เช่น เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ และถุงมือยาง เป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกอย่างมากในช่วงนี้
ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมหลายรายการในสินค้าส่งออก Top 10 ขยายตัว เช่นรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ (+3.2%) เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ (+15.1%) เม็ดพลาสติก (+8.6%) แผงวงจรไฟฟ้า (+7.3%) เคมีภัณฑ์ (+12.2%)
ด้านตลาดส่งออก หลายตลาดฟื้นตัวต่อเนื่อง อาทิ ตลาดสหรัฐ(+15.7%) ญี่ปุ่น ขณะที่หลายตลาดในเอเชียตะวันออกกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกอีกครั้ง โดยเฉพาะตลาดจีน (+7.2%) และตลาดเอเชียใต้อย่างอินเดีย (+14.5%) อย่างไรก็ตาม ตลาดที่มีอัตราการหดตัวลดลงในเดือนนี้ ได้แก่ ตลาดสหภาพยุโรป (-2.4%) และ CLMV (-6.3%)
มองไปข้างหน้า คาดว่าการส่งออกปี 2564 จะขยายตัว 6.1% โดยมีหลากหลายปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ 1) มาตรการกระตุ้นและเยียวยาเศรษฐกิจของภาครัฐหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐ คาดว่าจะมีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ และการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง (เฟด) ช่วยลดต้นทุนและประคับประคองภาคธุรกิจ 2) การกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจและแรงงานสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจปกติอีกครั้ง 3) การฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ คาดว่าจะสูงขึ้นตามความต้องการใช้น้้ามันทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง
ขณะที่ปัจจัยลบต่อการส่งออก ได้แก่ 1) ความไม่แน่นอนของการแพร่ระบาดโควิด-19 ในหลายประเทศ 2) การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้า อาจกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะสั้น 3) ความผันผวนของเงินลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และแนวโน้มเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่
วิกฤติรอบนี้มีตัวช่วยอยู่อย่างหนึ่ง คือ การส่งออกสินค้าที่ยังฟื้นตัวต่อเนื่องได้ท่ามกลางการระบาดในต่างประเทศ นั่นเพราะอุปสงค์ในต่างประเทศได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านมาตรการโอนเงินเพื่อประคองกำลังซื้อและชดเชยรายได้ และจากการลดอัตราดอกเบี้ยและอัดฉีดสภาพคล่องโดยธนาคารกลางในประเทศต่างๆ จึงมองว่าวิกฤติโควิดระลอกใหม่อาจกระทบกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับอุปสงค์ในประเทศโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก ขณะที่การส่งออกที่ฟื้นตัวต่อเนื่องจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยและหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง









