วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังงัด '3 วัคซีน' กู้เศรษฐกิจไทย

รมว.คลังให้ 3 วัคซีนกู้เศรษฐกิจสร้างภูมิคุ้มกันประเทศ ทั้งจีดีพี ภาคผลิต ภาคประชาชน ย้ำเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังมีหวัง

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาแถลงแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 2564 หัวข้อ ‘บทบาทตลาดทุนกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ปี 2564’ ระบุว่า
การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่จะไม่มากเท่ากับปีที่ผ่านมา เนื่องจากปีนี้เริ่มเห็นสัญญาณของวัคซีนที่จะทยอยเข้ามาต่อเนื่อง โดยยืนยันว่า รัฐบาลจะให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันอย่างทั่วถึง และทุกคนจะต้องได้รับวัคซีนแน่นอน หากทำได้เร็วจะลดการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้มีความหวังว่าจะส่งผลกระทบเศรษฐกิจน้อยลง

อย่างไรก็ตามในสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดเศรษฐกิจมีความจำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันเป็นวัคซีนเศรษฐกิจที่จะทำให้เติบโตอย่างมั่นคง มีเสถียรภาพและยั่งยืน ที่จะเป็นภูมิคุ้มกันในประเทศ ได้แก่ 1.การขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศ (GDP) หรือรายได้ของประเทศ ต้องมีความเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมั่นคง 2. การเงินการคลังในประเทศ ทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 3.การเงินการคลังในประเทศ ฐานะการคลัง มีเงินสำรองภายในประเทศ และ 4. หนี้สาธารณะของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนภาคการผลิตและบริการ โดยภาคเอกชนต้องมีภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยง มีธรรมาภิบาล รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ และวัคซีนภาคระดับประชาชน โดยการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบผ่านโครงการต่างๆ พร้อมกับการสนับสนุนให้ประชาชนรู้จักการออม เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันในอนาคต ซึ่งทั้ง 3 วัคซีน มองว่าจะช่วยสร้างให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง มีเสถียรภาพและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกันอนาคตของไทยจะไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน หรือ BCG โดยการลงทุนหลังจากนี้ จะไปในด้านสิ่งแวดล้อม ด้านดิจิทัลมากขึ้น เห็นได้จากมาตรการต่างๆของภาครัฐ เน้นไปสู่สังคมไร้เงินสด ทั้งโครงการเราไม่ทิ้งกัน ชิมชอปใช้ คนละครึ่ง เราชนะ ที่ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นหลัก นอกจากนี้ การลงทุนรัฐบาลจะเน้นการลงทุนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เป็น green energy โดยเฉพาะการมุ่งไปสู่รถอีวีในอนาคต ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างหามาตรการเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ด้านภาษีกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการปฏิรูปโครงสร้างภาษีรอบ 2 รวมถึงการหามาตรการส่งเสริมด้านการลงทุนเพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ เป็นต้น

ส่วนบทบาทของ ก.ล.ต. จะต้องเข้าไปดูแล และอำนวยความสะดวกให้กิจการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ รวมทั้งการให้บริษัทใหม่ๆเข้าถึงตลาดทุนได้ พร้อมยกระดับความเชื่อมั่นเสริมศักยภาพตลาดทุน โดยเน้นการวางรากฐานระดับกฎหมาย เพื่อให้ตลาดมีความมั่นคง