ตลาดการเงินด้านช่วงนี้ต้องจับตาทิศทางของราคาทองคำไปพร้อมกับตลาดหุ้นต่างประเทศและระยะถัดไปยังคงมองภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เป็นหลัก คาดเงินทุนไหลเข้าฝั่งตลาดเกิดใหม่หนุนบาทแข็งค่าต่อได้
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้าทีมกลยุทธ์ตลาดการเงินและวางแผนการลงทุน EASY INVEST บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS) เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ 30.05 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ 30.09 บาทต่อดอลลาร์ ประเมินกรอบเงินบาทระหว่างวัน 29.95-30.15 บาทต่อดอลลาร์และมองกรอบเงินบาทรายสัปดาห์ 29.75-30.25 บาทต่อดอลลาร์
ด้านเงินบาท ช่วงนี้ต้องจับตาทิศทางของราคาทองคำไปพร้อมกับตลาดหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากมีแรงซื้อทองคำและซื้อดอลลาร์ในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวลงเร็ว ส่วนในระยะถัดไปยังคงมองภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นหลัก เชื่อว่าหลังจบประเด็นเรื่องงบประมาณการคลังฝั่งสหรัฐแล้ว น่าจะเห็นนักลงทุนกลับเข้ามาใน Emerging Markets และสกุลเงินเอเชียมากขึ้น ทำให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าได้
ในสัปดาห์นี้มีตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าสนใจเพียงเล็กน้อย และมองอัตราแลกเปลี่ยนจะเคลื่อนไหวตามทิศทางของตลาดทุนเป็นหลัก
จุดที่ต้องระวังมีเพียงในวันพุธจะมีการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อในสหรัฐ (CPI) ประจำเดือนมกราคม คาดว่าจะปรับตัวขึ้น0.4% จากเดือนก่อนตามราคาน้ำมันและราคาอาหาร ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐานในสหรัฐ (Core CPI) ปรับตัวสูงขึ้นมาที่ระดับ 1.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนในฝั่งยุโรป จะมีการประกาศจีดีพีของอังกฤษ (U.K. GDP 4Q) คาดว่าจะขยายตัว 0.30% จากไตรมาสก่อน ส่งผลให้ทั้งปี 2020 เศรษฐกิจอังกฤษหดตัว 10.0% ถือเป็นเศรษฐกิจที่หดตัวมากที่สุดในกลุ่มเศรษฐกิจใหญ่ของยุโรป
ฝั่งตลาดเงิน สัปดาห์นี้ต้องจับตาไปที่ความเห็นของเหล่าคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยเชื่อว่าจะเป็นแรงบวกกับค่าเงินดอลลาร์เนื่องจากเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับแนวโน้มนโยบายการคลังของฝั่งรัฐบาลสหรัฐที่เป็นประเด็นกดดัน โดยสัปดาห์นี้จะมีทั้งความพยายามผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันก็มีการหารือเรื่องการถอดถอนอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์พร้อมกันด้วย
ส่วนยุโรปและญี่ปุ่น ความคืบหน้าของการจัดหาวัคซีนเริ่มดีขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง คาดว่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้ยูโร (EUR) และเยนญี่ปุ่น (JPY) ไม่อ่อนค่าลงมาก กรอบดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) สัปดาห์นี้ 90.40-91.40 จุดระดับปัจจุบัน 91.02 จุด
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า มองกรอบเงินบาท สัปดาห์นี้ที่ระดับ29.90-30.15 บาทต่อดอลลาร์และกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 29.95-30.10 บาทต่อดอลลาร์
ส่วนแนวโน้มเงินบาทก็มีโอกาสแกว่งตัวในกรอบต่อ และอาจจะไม่อ่อนค่าไปมาก ตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์เนื่องจากผู้ส่งออกต่างรอขายเงินดอลลาร์ที่ระดับ 30.10-30.15บาทต่อดอลลาร์ ดังนั้น หากตลาดไม่ได้มีแนวโน้มปิดรับความเสี่ยงที่รุนแรง จนเกิดแรงเทขายสินทรัพย์ไทยและมีฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลออกสุทธิจำนวนมาก เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบใกล้ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ +/- 15 สตางค์ จนกว่าจะมีปัจจัยที่ทำให้ทิศทางของเงินดอลลาร์หรือฟันด์โฟลว์ชัดเจน
สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดจะติดตามความคืบหน้าของการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่สหรัฐฯ รวมถึงรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
โดยในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้
ใน ฝั่งสหรัฐฯ ภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ทยอยฟื้นตัว กอปรกับราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยยังคงต่ำกว่าปีก่อนหน้าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไม่ได้ปรับตัวเร่งขึ้นมากนัก โดยในเดือนมกราคม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ระดับ 1.5% ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น หลังยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) เริ่มลดลงต่อเนื่อง และล่าสุดอาจจะลดลงมาอยู่ที่ราว 7.5แสนราย ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นผู้บริโภค (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนกุมภาพันธ์ก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น แตะระดับ 80.7จุด จากความหวังว่ารัฐบาลใหม่สหรัฐฯจะสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ได้ภายในไตรมาสแรก และความหวังว่าวัคซีนจะแจกจ่ายได้เร็วขึ้น
ด้านฝั่งยุโรป การระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 จะกดดันให้เศรษฐกิจอังกฤษในไตรมาสที่ 4 หดตัวลงกว่า 8% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในส่วนภาคการบริการที่ได้รับผลกระทบหนักจากมาตรการ Lockdown อย่างไรก็ดี แม้ว่าเศรษฐกิจยุโรปจะเผชิญปัญหาการระบาดระลอกใหม่อยู่ แต่ในมุมมองของนักลงทุนสถาบัน ซึ่งสำรวจโดย Sentix จะพบว่า นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า ดังจะเห็นได้จากผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1.9จุด จาก 1.3จุด ในเดือนก่อนหน้า (ดัชนีมากกว่า 0 หมายถึงมุมมองที่เป็นบวก)
และสุดท้ายในฝั่งเอเชีย – ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีที่เพิ่มสูงขึ้นจะช่วยหนุนให้สินค้าในกลุ่ม Semiconductors, Chips และ แผง IC มียอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไต้หวัน เนื่องจากเป็นผู้ผลิตสินค้าในกลุ่มดังกล่าวที่สำคัญ สะท้อนผ่านยอดการส่งออกในเดือน มกราคมที่จะโตถึง 15% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
เงินดอลลาร์มีแนวโน้มผันผวนต่อ ตามความหวังการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น หากตลาดมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีกว่าคาด จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ หรือการแจกจ่ายวัคซีนที่เร็วกว่าคาด อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลง หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเผชิญแรงคัดค้านหนัก หรือ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ แย่ลงกว่าคาด








