วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"ดอน" ขีดเส้น 3 เดือนส่ง ครม.ผลศึกษาร่วมวง 'ซีพีทีพีพี' ลุ้นยื่นใบสมัครเจรจาส.ค.ปีนี้

กนศ.ซื้อเวลา 3 เดือน ศึกษาผลการศึกษากมธ.สภาประเด็น CPTPP "ดอน" ชี้ต้องดำเนินการให้รอบครอบ ศึกษาเชิงลึก ก่อนชง ครม.ตัดสินใจ คาดได้ข้อสรุปในครึ่งปีนี้ หากเดินหน้าจะยื่นใบสมัครขอเจรจากับสมาชิกในเดือน ส.ค.ปีนี้

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) วันนี้ (5ก.พ.) ว่าที่ประชุม กนศ.ได้รับทราบและหารือถึงข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ของสภาผู้แทนราษฎรที่ได้เสนอข้อคิดเห็นมายังคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ซึ่งมีข้อเสนอในด้านต่างๆที่ กนศ.ควรมีการศึกษาในทางลึกอย่างรอบด้าน 

ทั้งนี้ในปัจจุบันถือว่าเป็นเรื่องที่รับรู้โดยทั่วกันว่าหลักเลี่ยงได้ยากเพราะในความตกลงการค้าเสรี (free trade) ในกรอบ CPTPP นี้ีมีหลายประเทศที่ให้ความสนใจจะเข้าร่วม ได้แก่ จีน สหรัฐ และเกาหลีใต้ ที่ประกาศว่าจะเข้าร่วมรวมทั้งอังกฤษที่ได้มีการสมัครเข้าร่วม CPTPP แล้วซึ่งประเทศไทยก็อยู่ในช่วงที่เรากำลังศึกษาในเรื่องนี้ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้มีการศึกษาอย่างรอบครอบ เพราะนอกจากผลประโยชน์ที่จะได้รับต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคส่วนต่างๆด้วย 

"มีหลายประเด็นที่ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมจากข้อเสนอของกมธ.เช่น เรื่องของการตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เรื่องของสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืช หรือ UPOV ประเด็นอีคอมเมิร์ซ ส่วนเรื่องของ CL ยา เงื่อนไขได้เปลี่ยนไปแล้วและทางสาธารณสุขก็ไม่เคยรายงานว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา"

ทั้งนี้ ครม.ได้กำหนดระยะเวลาในการศึกษาของ กนศ.เป็นระยะเวลา 90 วันหรือ 3 เดือน ซึ่งเมื่อศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว กนศ.จะจัดทำข้อสรุปประกอบการตัดสินใจว่าจะเดินหน้าสมัครเข้าร่วม CPTPP หรือไม่ ซึ่งในกรณีของประเทศไทยเป็นการศึกษาเพื่อไปขอเจรจากับประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิก ซึ่งหากเราจะสมัครเข้าสู่ขั้นตอนนั้นจะต้องยื่นเรื่องสมัครต่อสมาชิก CPTPP ภายในเดือน ส.ค.2564  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าประเด็นที่ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ของสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอมาให้ ครม.พิจารณา ประกอบไปด้วย 4 ประเด็นได้แก่ 

ได้แก่ 1.การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยไทยมีกลไกเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอยู่บ้างแล้วผ่านกลไกของกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงพาณิชย์ แต่ยังไม่ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบในทุกกลุ่ม และยังขาดความต่อเนื่อง ขณะที่กระทรวงพาณิชย์โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศอยู่ระหว่างการจัดตั้งกองทุน FTA ที่มีความต่อเนื่อง คล่องตัว และการจัดการข้อมูลที่ดีเพื่อรวบรวมข้อมูลผู้ที่ได้รับผลกระทบ และติดตามผลการช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยพัฒนาศักยภาพและยกระดับการแข่งขันได้จริง

2.ความมั่นคงทางภาคเกษตรของไทย โดยกรรมาธิการฯระบุว่าความตกลง CPTPP มีข้อบทที่กำหนดให้ภาคีความตกลงต้องเข้าร่วมเป็นสมาชิกอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV1991) 

ทำให้เกษตรกรรายย่อยได้รับผลกระทบ หรืออาจมีการแสวงหาประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ซึ่งจะต้องมีการยกระดับกฎหมายด้านการคุ้มครองพันธุ์พืชและความหลากหลายทางชีวภาพของไทย โดยรัฐบาลได้รายงานว่าได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพรบ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ให้มีผลใกล้เคียงกับ UPOV1991 รวมทั้งออกกฎหมายคุ้มครองการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการคุ้มครองไว้ปลูกต่อได้ และจัดทำกฎหมายว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของไทยซึ่งมีกลไกเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรชีวภาพรวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอยู่ ขณะเดียวกันเห็นควรให้เร่งสนับสนุนให้มีการปรับปรุงพันธุ์และผลิตเมล็ดพันธุ์ต่างๆเพื่อสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ในภูมิภาค 

3.ความมั่นคงทางระบบสาธารณสุข ในประเด็นนี้กรรมาธิการฯมีความเป็นห่วงว่าความตกลง CPTPP มีข้อกำหนดให้เปิดการนำเข้าสินค้าประเภท “remanufactured goods”ซึ่งอาจส่งผลให้มีการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและอายุการใช้งานน้อยกว่าเครื่องมือแพทย์สมัยใหม่ และการกำหนดไม่ให้รัฐวิสาหกิจที่มีพันธกิจในทางการแพทย์มีข้อได้เปรียบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ขององค์การเภสัชกรรมที่กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องจัดซื้อยาจากองค์การเภสัชฯเป็นลำดับแรก 30% ของงบประมาณ โดยรัฐบาลชี้แจงว่าเรื่องนี้หากเปิดให้มีการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ดังกล่าวจะต้องกำหนดนิยามและพิกัดศุลกากรเครื่องมือแพทย์ดังกล่าวให้ชัดเจน  และการปรับแก้ปฎหมายที่เกี่ยวข้อง และองค์การอาหารและยา (อย.) ต้องศึกษาแนวทางในการกำกับดูแลควบคุมมาตรฐานสินค้าดังกล่าวด้วย ส่วนประเด็นข้อจำกัดขององค์การเภสัชฯ รัฐบาลชี้แจงว่าหากไทยจะเข้าร่วมความตกลง CPTPP จำเป็นที่จะต้องขอสงวนในส่วนนี้และขอระยะเวลาเปลี่ยนผ่านเพื่อปรับตัว ส่วนในระยะต่อไปต้องมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเพื่อลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศและเพิ่มความสามารถในการผลิตยารักษาโรคในประเทศให้ได้มากขึ้น 

และ 4.มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตการค้าเสรี (Free Zone) และการกำกับดูแลมาตรฐานสินค้านำเข้า ในปัจจุบันมีข้อกำหนดว่าผู้ผลิตที่มีกระบวนการผลิตใน Free Zone และใช้วัตถุกิบภายในประเทศหรืออาเซียนไม่น้อยกว่า 40% สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศโดยไม่ต้องเสียอากรขาเข้าแต่ความตกลง CPTPP และองค์การการค้าโลก (WTO) ห้ามไม่ให้กำหนดเงื่อนไขปฏิบัติซึ่งรวมถึงการกำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) เพื่อการได้รับสิทธิยกเว้นอากร ดังนั้นไทยจึงจำเป็นต้องปรับแก้ไขกฎหมายในเรื่องนี้โดยจะต้องศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และหารือแนวทางดำเนินการที่จำเป็นกับผู้ประกอบการใน Free Zoneส่วนเรื่องมาตรฐานสินค้าเพิ่มเติมต้องศึกษาให้รอบครอบรวมทั้งต้องระวังการฟ้องร้องจากประเทศผู้นำเข้าสินค้าด้วย