วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สสว.เปิดแผนพยุงธุรกิจ ผ่าน“คนละครึ่ง”ภาคเอสเอ็มอี

ความสำเร็จจากโครงการคนละครึ่ง กำลังจะนำมาปรับใช้ในภาคธุรกิจโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม หรือ เอสเอ็มอี โดยมีหลักการสำคัญคือการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในช่วงวิกฤติโควิด-19 นี้

วีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ในช่วงการแพร่บาดของโควิด-19 รอบ 2 ที่เกิดขึ้นในไทย ทำให้ สสว. ได้เตรียมแผนช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในหลายด้าน ได้แก่ 1. การลดรายจ่ายให้กับเอสเอ็มอี โดยจะทำโครงการ “คนละครึ่งภาคเอสเอ็มอี” โดยจะนำวงเงินช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่เหลืออยู่กว่า 1 พันล้านบาท มาแปลงใช้ในโครงการนี้ ซึ่งในเบื้องต้นจะเข้าไปช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในเรื่องของการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าส่งออก อยู่ระหว่างการทำแนวทางหารือสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีิ

จากนั้นจะเข้าคณะกรรมการบริหารสสว.ในวันที่ 20 ม.ค.นี้ จากนั้นจะนำเข้าคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในช่วงต้นเดือนก.พ.นี้ และเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อขออนุมัติต่อไป 

ส่วนจะช่วยผู้ประกอบการได้เท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับวงเงิน และประเภทการช่วยเหลือในเรื่องใดบ้าง ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีเห็นชอบ ก็อาจจะอนุมัติงบกลางเข้ามาช่วยเหลือเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยเหลือผู้ประกอบการได้มากขึ้น​

“สสว. ได้รับมอบในภารกิจผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยจะเข้าไปช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในบางเรื่อง เช่น การตรวจมาตรฐานสินค้าส่งออก ที่มีค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่าย ซึ่งการตรวจบางครั้งจะมีค่าใช้จ่ายกว่า 1 หมื่นบาทต่อรายการ บางรายการก็ 5 พันบาท ส่วนมาตรการด้านการเงินกระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณา”

161106734360

นอกจากนี้ จะเข้าไปช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเอสเอ็มอี ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่มีมูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้ต้องซื้อสินค้าและบริการจากเอสเอ็มอีไม่ต่ำกว่า 30% รวมทั้งเปิดช่องให้เอสเอ็มอีที่เสนอราคาสูงกว่าราคาต่ำสุด 10% สามารถเป็นผู้ชนะการแข่งขันได้ จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเอสเอ็มอีในช่วงที่ภาวะกำลังซื้อจากผู้บริโภคลดลง เพราะภาครัฐยังคงมีโครงการจัดซื้อจัดจ้างตลอดเวลา 

ดังนั้นจึงอยากให้เอสเอ็มอีเข้ามาขึ้นทะเบียน เพื่อเป็นเอสเอ็มอีที่ได้ประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้มากขึ้น โดย สสว. ได้เดินสายทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการในท้องถิ่น เช่น มหาวิทยาลัยของรัฐที่บางแห่งก็มีโรงพยาบาลของตัวเอง ซึ่งจะต้องจัดซื้อสินค้าและบริการจากท้องถิ่นในหลากหลายรายการ รวมทั้งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง อบต. อบจ. ที่จะมีโครงการจัดซื้อจัดจ้างเป็นจำนวนมาก เช่น เครื่องเขียน อุปกรณ์กีฬา ที่จะเข้าไปช่วยเพิ่มเม็ดเงินให้กับเอสเอ็มอีในท้องถิ่นได้เป็นจำนวนมาก 

ในขณะนี้มีเอสเอ็มอีมาขึ้นทะเบียนประมาณ 2 พันราย ตั้งเป้าหมายภายในเดือนมี.ค.นี้ จะเพิ่มขึ้นกว่า 1 หมื่นราย และสิ้นปีงบประมาณ 2564 จะเพิ่มเป็นแสนราย 

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจมีเอสเอ็มอีจำนวนหนึ่งไม่อยากเข้าโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพราะกังวลว่าแต่ละหน่วยราชการก็มีผู้ค้ารายเดิมจับจองมานานแล้วไม่สามารถสู้ได้ แต่อยากให้เอสเอ็มอีเข้ามาลงทะเบียนก่อน โดย สสว. จะเข้าไปแก้ปัญหา และขยายการทำงานกับหน่วยงานภาครัฐต่อไป เพื่อเปิดตลาดให้กับเอสเอ็มอีมากขึ้น

นอกจากมาตรการจากภาครัฐที่พร้อมช่วยเหลือเอสเอ็มอีแล้ว ในฝั่งของตัวเอสเอ็มอีแล้วมีความเห็นอย่างไร 

ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า มาตรการคนละครึ่งภาคเอสเอ็มอี ของ สสว. ก็เป็นเรื่องที่ดีในการลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งทุกมาตรการของรัฐหากช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับเอสเอ็มอีล้วนแต่เป็นเรื่องที่ดีในการช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้

อย่างไรก็ตาม อยากให้รัฐลงไปดูในรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ ว่าได้ผลเพียงไร และติดปัญหาอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งที่ผ่านมารัฐได้มีวงเงิน 5 แสนล้านบาท แต่เอสเอ็มอีเข้าถึงเพียงแสนกว่าล้านบาท 

สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ ที่ผ่านมารัฐบาลใช้เพียงธนาคารเป็นช่องทางเดียวในการปล่อยเงินกู้รัฐบาลควรเพิ่มช่องทางการปล่อยเงินกู้ให้มากขึ้น ซึ่งอาจจะพิจารณาปล่อยสินเชื่อผ่านกลุ่มนอนแบงค์ หรือเอกชนรายอื่น ๆ

“สินเชื่อรัฐมีอัตราดอกเบี้ย 1% ปล่อยผ่านเอกชนอื่น อาจจะมีอัตราดอกเบี้ย 3% เป็นช่องว่างทำกำไรให้เอกชน เอสเอ็มอีก็ยินดีที่จะจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มหากสามารถเข้าถึงได้” 

 สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบในการระบาดของโควิดรอบนี้มากที่สุด คือ ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม เพราะตั้งแต่การระบาดในรอบแรกกลุ่มนี้ก็ได้รับผลกระทบมาหนักแล้ว พึ่งมาค่อย ๆ ดีขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ต้องได้รับผลกระทบจากการระบาดรอบ 2 อีก หากรัฐไม่มีมาตรการเข้ามาช่วยเหลือในกลุ่มนี้โดยตรงอาจจะต้องปิดกิจการอีกเป็นจำนวนมาก โดยรัฐควรเข้ามาช่วยแบกรับค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่าจ้างแรงงาน อาจจะเข้ามาช่วยจ่ายค่าจ้างประมาณ 50% เพื่อคงการจ้างงานและลดอัตราการว่างงาน เพื่อพยุงธุรกิจให้รอดวิกฤติและพร้อมกลับมาฟื้นเมื่อโอกาสกลับมาอีกครั้ง