วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เงินบาท’วันนี้เปิดตลาด’อ่อนค่า’ ที่30.07 บาทต่อดอลลาร์

ตลาดการเงินสหรัฐขึ้นต่อเมินความวุ่นวายทางการเมือง จากตัวเลขเศรษฐกิจฟื้น ด้านเงินบาทกลับมาอ่อนค่าเร็ว ด้านผู้นำที่เข้าตุนดอลลาร์และและนักลงทุนต่างชาติขายทำกำไรบอนด์ไทย คาดบาทอ่อนไปอีกระยะ

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์หัวหน้าทีมกลยุทธ์ตลาดการเงินและวางแผนการลงทุน EASY INVEST บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS) เปิดเผยว่า  เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ 30.07 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่30.03 บาทต่อดอลลาร์ ประเมินกรอบเงินบาทระหว่างวัน 29.95-30.15 บาทต่อดอลลาร์

ในช่วงคืนที่ผ่านมา ตลาดการเงินสหรัฐปรับตัวขึ้นต่อไม่สนใจกับความวุ่นวายทางการเมือง ดัชนี Nasdaq ฟื้นตัวกลับถึง 2.5% ทำจุดสูงสุดใหม่ ขณะที่ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐก็ปรับตัวขึ้น 1.48% เนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่าประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ นายโจ ไบเดน จะเพิ่มการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 9แสนล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด และการศึกษา

ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐก็ดูดีขึ้น เห็นได้จากจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานใหม่ (U.S. Jan. initial jobless claims, week ending Jan. 2) ปรับตัวลดลงมาที่ระดับ 7.87 แสนตำแหน่ง ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ(U.S. Dec. ISM Services Index) ฟื้นตัวขึ้นมาที่ระดับ 57.2จุดจากเดือนก่อน 55.9จุด ส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐอายุสิบปีปรับตัวขึ้ 4bps มาที่ระดับ 1.08% และดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ราว 0.5%

ส่วนเงินบาทอ่อนค่าขึ้นเร็วกลับมายืนเหนือระดับ 30.00 ต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้ส่งออกและนักลงทุนยังไม่รีบร้อนขายดอลลาร์ และจับตาดูสถานการณ์โควิดภายในประเทศอยู่ สวนทางกับแรงซื้อดอลลาร์จากทางผู้นำที่เข้าเพิ่มขึ้นหลังจากเงินบาทอ่อนค่าเร็วและนักลงทุนต่างชาติขายทำกำไรบอนด์ไทยไปพร้อมกัน ในวันนี้มองว่าภาพการแข็งค่าของดอลลาร์จะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้สกุลเงินเอเชียและเงินบาทอ่อนค่าลงได้อีก

นายพูน พานิชพิบูลย์  นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า มองกรอบค่าเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 29.95-30.10 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า ในระยะสั้น เงินบาทจะเคลื่อนไหวตามความผันผวนของทิศทางของเงินดอลลาร์ และแนวโน้มของเงินทุนเคลื่อนย้ายต่างชาติ (foreign fund flow) โดยในระยะนี้ ความกังวลสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 อาจกดดันให้ ค่าเงินบาท มีโอกาสอ่อนค่าลงเล็กน้อย ก่อนจะเคลื่อนไหวในกรอบ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง จนตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยง ซึ่งตัวแปรสำคัญนอกจาก สถานการณ์ COVID-19 อาจเป็นการผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลโจ ไบเดน

ด้านผู้เล่นในตลาดยังคงเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ท่ามกลางความหวังว่า รัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ได้  ส่งผลให้ ตลาดลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย กดดันให้บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ พุ่งขึ้นต่อเนื่อง กว่า 4bs สู่ระดับ 1.08% ขณะเดียวกัน ราคาทองคำก็ย่อตัวลงเล็กน้อย 0.2% สู่ระดับ 1,914 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ส่วนสินทรัพย์เสี่ยง อย่าง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ล้วนปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดย ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 1.5%  ส่วนดัชนีหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq พุ่งขึ้นกว่า 2.6%  นอกจากนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ได้รับแรงหนุนจากความหวังการฟื้นตัวเศรษฐกิจ โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น 0.7% สู่ระดับ 51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ด้านฝั่งตลาดค่าเงิน ความไม่แน่นอนของการเมืองสหรัฐฯในข่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจประธานาธิบดี ที่ถูกกระตุ้นโดยการประท้วงโดยกลุ่มผู้สนับสนุน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในกรุงดีซี และการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของยีลด์ที่แท้จริง (ยีลด์10ปี สหรัฐฯ ลบด้วย อัตราเงินเฟ้อ) ได้หนุนให้ ตลาดเลือกจะหลบความวุ่นวายชั่วคราวในเงินดอลลาร์ทำให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก และแกว่งตัวใกล้ระดับ 89.80จุด ส่วนเงินเยนอ่อนค่าลง 0.7% แตะระดับ 103.8 เยนต่อดอลลาร์ หลังตลาดเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงต่อ

สำหรับวันนี้ ตลาดจะจับตา ความวุ่นวายทางการเมืองในสหรัฐฯ หลังนักการเมืองทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันต่างออกมาเรียกร้องให้ ปลดประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์จากตำแหน่ง เพื่อยุติความวุ้นวายทางการเมืองในขณะนี้แม้ว่าสหรัฐฯจะมีความวุ่นวายทางการเมือง แต่เราเชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดมากนัก เพราะตลาดยังเชื่อมั่นว่า การส่งผ่านอำนาจของประธานาธิบดีจะดำเนินการได้ โดยไม่มีการแทรกแซงจากกองทัพหรือการใช้อำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในช่วงเวลาที่เหลือ

นอกจากนี้ ตลาดจะรอดูรายงาน ภาวะตลาดแรงงานในเดือนธันวาคม โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม No farm Payrolls ซึ่งตลาดคาดว่า จะเพิ่มขึ้นเพียง 5 หมื่น ตำแหน่ง ลดลงจากที่เพิ่มได้ถึง 3แสนตำแหน่งในเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงปัญหาในตลาดแรงงานหลังสหรัฐฯเผชิญการระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรงขึ้น