ครม.เคาะกรอบเงินเฟ้อปี 64 ที่ 1-3% หนุนการฟื้นตัวจากโควิด-19 รองรับความผันผวน พร้อมเห็นชอบกรอบการเงินระยะปานกลาง 65 -68 คาดจีดีพีขยายตัวได้ในกรอบ 2.7 - 4.2 %ในช่วง 3 ปี ขณะที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพียังอยู่ในกรอบวินัยการคลัง
นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเป้าหมายนโยบายการเงินตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นชอบร่วมกัน โดยมีอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2564 ช่วง 1 - 3 % โดยกรอบเงินเฟ้อช่วงดังกล่าวเป็นระดับที่เหมาะสมกับพลวัตเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สอดคล้อง กับศักยภาพของระบบเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ เป้าหมายแบบช่วงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้ความผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูงหลังการแพร่ระบาดของ โควิด - 19 ประกอบกับสามารถดูแลเป้าหมายด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพ ระบบการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ การกำหนดเป้าหมายระยะปานกลาง เพื่อให้สอดคล้องกับประสิทธิผลการดำเนินนโยบายการเงินที่ต้องใช้เวลาในการส่งผ่านผลไปยังภาคเศรษฐกิจจริงภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด- 19 ที่ได้สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรงและยังมีความไม่แน่นอนสูง
นอกจากนี้กระทรวงการคลัง และ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะได้มีความร่วมมือในการดำเนินนโยบายการคลังและนโยบายการเงินให้มีความสอดประสานกัน
มากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การฟื้นตัวและเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่นนี้จะเอื้อให้ กนง. สามารถพิจารณานโยบายการเงินได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจการเงินของไทยที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้า
"ปัจจุบัน กนง. ยังคงให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศษรษฐกิจป็นสำคัญเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาในระยะปานกลางและการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการช่วย รักษาเสถียรภาพด้านราคาและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว"
โดยการตัดสินนโยบายการเงินแต่ละครั้ง กนง. จะพิจารณาความสำคัญของเป้าหมายด้านต่าง ๆ อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมทั้งในระยะสั้นและระยาว และชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียของการดำเนินนโยบายการเงินในแต่ละทางเลือก (Policy Trade - off ) ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลารวมถึงพร้อมใช้เครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงินต่าง ๆ ที่มีอยู่ในลักษณะผสมผสานเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด"
นายอนุชากล่าวต่อว่าที่ประชุมฯครม.ยังเห็นชอบสถานะและประมาณการเศรษฐกิจตามกรอบการคลังระยะปานกลาง (2565 - 2568)
โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
*ปี2565 จะขยายตัวอยู่ที่ 3- 4 %
*ปี 2566จะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.7-3.7 %
*ปี2567ขยายตัวอยู่ในช่วง 2.9-3.9%
ปี 2567 ขยายตัวอยู่ในช่วง 3.2-4.2%
ปี 2568 ขยายตัวอยู่ในช่วง 3.2-4.2%
สำหรับสถานะและประมาณการการคลัง ประมาณการรายได้สุทธิ ปี 2565 - 2568 ได้แก่
*ในปี 2565 คาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านบาท
*ปี 2566 จะอยู่ที่ 2.49 ล้านล้านบาท
*ปี 2567 อยู่ที่ 2,619,500 ล้านบาท
*ปี 2568 จะอยู่ที่ 2,750,500 ล้านบาท
โดยประมาณการรายได้สุทธิดังกล่าวมีสมมติฐานด้านนโยบายภาษีที่สำคัญ ได้แก่
*การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (e-service)
*รายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรคมนาคม
*การปรับเปลี่ยนระบบสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมเป็นระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract: PSC)
สำหรับประมาณการงบประมาณรายจ่าย
*ปี 2566 อยู่ที่ 3.2 ล้านล้านบาท
*ปี 2567 รายจ่ายอยู่ที่ 3.31 ล้านล้านบาท
*ปี 2568 จะอยู่ที่ 3.42 ล้านล้านบาท
โดยรายจ่ายดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานที่สำคัญ เช่น สัดส่วนงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น2.0-3.5% ของวงเงินงบประมาณ รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีสัดส่วน2.5-4% ของวงเงินงบประมาณ ค่าใช้จ่ายบุคลากรมีอัตราเพิ่มโดยเฉลี่ยไม่เกิน3.5% เป็นต้น
รัฐบาลจะขาดดุลงบประมาณ
*ปีงบประมาณ 2565 จำนวน 7 แสนล้านบาท
*ปีงบประมาณ 2566 จำนวน 7.1 แสนล้านบาท
*ปีงบประมาณ 2567 จำนวน 6.9 แสนล้านบาท
*ปีงบประมาณ2568 จำนวน 6.6 แสนล้านบาท
ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นงบประมาณ 2563 จำนวน 7,848,156 ล้านบาท คิดเป็น 49.3 % ต่อจีดีพี
ประมาณการสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี
* ปี2564 จะอยู่ที่ 56% ต่อจีดีพี
*ปี2565 จะอยู่ที่ 57.6% ต่อจีดีพี
*ปี 2566 จะอยู่ที่ 58.6% ต่อจีดีพี
*ปี 2567 จะอยู่ที่ 59% ต่อจีดีพี
*ปี 2568 จะอยู่ที่ 58.7% ต่อจีดีพี
“เป้าหมายและนโยบายการคลัง เป้าหมายการคลังในระยะสั้นถึงระยะปานกลาง เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการคลังทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และหนี้สาธารณะ ให้ภาคการคลังสามารถรองรับสถานการณ์และพร้อมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ ขณะที่เป้าหมายระยะยาว ยังกำหนดให้มีการปรับลดขนาดการขาดดุลและมุ่งสู่การจัดทำงบประมาณสมดุลในที่สุด”
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบแนวทาง 3Rs เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการคลัง ประกอบด้วย 1.Reform หรือการปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอากร ทบทวนโครงสร้างภาษีในปัจจุบันเพื่อสร้างความมั่นคงด้านรายได้ 2.Reshape คือ การปรับเพื่อควบคุมการจัดสรรงบประมาณ ให้สอดคล้องเชื่อมโยงกับแผนสำคัญ เช่น ยุทธศาสตร์ชาติแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายสำคัญของรัฐบาล เป็นต้น รวมทั้งให้ความสำคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชะลอปรับลดยกเลิกโครงการที่ไม่มีความจำเป็น และ 3.Resilience การบริหารหนี้สาธารณะอย่างมีภูมิคุ้มกันและสามารถรองรับต่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดต่าง ๆ ได้ โดยยึดหลักความระมัดระวังสูงสุด (Conservative) การกู้เงินที่เน้นความเสี่ยงต่ำภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ เพื่อให้เป็นแหล่งระดมทุนสำคัญให้กับทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน









