ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้(21 พ.ย.) เปิดลดลง54.06 จุด อยู่ที่ 1,428.32 จุด หลังพบการระบาดโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศจากจุดศูนย์กลางในจังหวัดสมุทรสาครและกระจายในหลายจังหวัด จับตานักลงทุนในประเทศและกองทุนปรับพอร์ตลดความเสี่ยง เศรษฐกิจชะลอตัวและกลุ่มหุ้นเกษตร-อาหาร รับแรงกดดันเพิ่ม
ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้(21 พ.ย.) เปิดลดลง54.06 จุด อยู่ที่ 1,428.32 จุด หลังพบการระบาดโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศจากจุดศูนย์กลางในจังหวัดสมุทรสาครและกระจายในหลายจังหวัด
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์(บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ จะอ่อนตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศ ทั้งสมุทรสาคร อยุธยาและกรุงเทพฯ ทำให้นักลงทุนกลับมากังวลอีกรอบ โดยคาดว่า นักลงทุนในประเทศและกองทุนน่าจะมีแรงขายปรับพอร์ตลงเพื่อลดความเสี่ยง โดยแนวรับแรกมองไว้ที่ 1,450 จุด ซึ่งหาหลุดแนวรับที่2 อยู่ที่ 1,400-1,420 จุด ซึ่งยังไม่น่าหลุดแนวรับนี้ เนื่องจากการล็อกดาวน์ยังจำกัดพื้นที่อยู่ และเชื่อว่ายังอยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้
อย่างไรก็ตามแน่นอนว่า การแพร่ระบาดโควิด-19 รอบนี้ จะมีผล กระทบกับบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยและการฟื้นตัวเศรษฐกิจในปีหน้าอาจชะลอตัวลงไปได้ แต่ขณะนี้เรายังมองภาพปีหน้าคงเดิม โดยที่ความคืบหน้าของวัคซีนโควิด-19 เป็นไปตามไทม์ไลน์เดิม อย่างแอสตร้าซินิก้า เปิดให้จองวัคซีน เดือน มี.ค.-เม.ย. และพ.ค. เริ่มฉีดวัคซีนได้ คาดว่าในปีหน้าในช่วงนั้นน่าจะทำให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยน่าจะกลับมาได้ และมองอีกด้านถ้าหุ้นที่ได้ประโยชน์จากวัคซีนปรับตัวลงมาอีกรอบ เช่น กลุ่มหุ้นการท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศ ลงมาลึกๆ ก็เป็นโอกาสในการลงทุนรอบใหม่ เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-18 ในสมุทรสาคร ปรับตัวลดลง
สำหรับมุมมองการลงทุนหุ้นรอบนี้ แนะนำว่า กลุ่มหุ้นรับเหมาก่อสร้าง มีดาวน์ไซด์จำกัดกว่าหุ้นอื่น และยังได้ประโยชน์หลังจากภาครัฐต้องกลับมาดำเนินกระตุ้นการลงทุนในประเทศ แทนการบริโภคและการท่องเที่ยว ได้แก่ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ STEC, บริษัท ช.การช่าง จำกัด หรือ CK รวมถึงกลุ่มสื่อสาร เช่น ADVANC และกลุ่มที่ช่วยประคองดัชนี เป็นผู้เล่นในต่างประเทศไม่กังวลปัจจัย
สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศ และยังได้ประโยชน์จากโควิด -19 เช่น พลังงานและปิโตรเคมี ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT,บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ในส่วนกลุ่มที่น่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนแรงงานรอบนี้ เป็นกลุ่มอาหารและเกษตร รวมทั้งกลุ่มเกี่ยวข้องกับการบริโภคและการท่องเที่ยวในประเทศรวมถึงกลุ่มแบงก์ที่ปรับขึ้นบนความคาดหวังของวัคซีนแล้วรอบหนึ่ง คงต้องมีจังหวะของการปรับฐาน
“แม้ตลาดจะมีความกังวลการแพร่ระบาดโควิด-19 กลับมาอีกรอบ เพราะเรายังไม่เคยผ่านการระบาดรอบสองหนักๆ ซึ่งรอบนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงรายวันตั้งแต่มีโควิด-19 อย่างไรก็ตามเราเห็นหลายตลาดในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่ทำสถิติผู้ติดเชื้อสูงสุดรายวันครั้งใหม่เช่นกัน แต่ตลาดหุ้นเหล่านั้น ยัง Underperform ภูมิภาคได้อยู่อันดับหนึ่ง มองว่าตลาดก็ไม่ได้แย่มากนัก สาเหตุจากเมื่อตลาดลงมาลึกๆ น่าจะยังมีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาอยู่”









