นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในช่วงเดือนธ.ค.นี้ มี บริษัทที่ยื่นและรอเสนอขายหุ้น IPO ราว 4-5 บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) ไม่เกิน 1-2 บริษัท ที่เหลือเข้าจดทะเบียนใน SET
จากตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน มีหุ้น IPO เข้าจดทะเบียน รวมแบ่งเป็นหุ้น SET จำนวน 24 บริษัท เข้า SET 11 บาท เข้า mai 11 บริษัท ซึ่งมีมาร์เก็ตแคปรวม 487,075 ล้านบาท ซึ่งหากรวมถึงมีกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน 1 บริษัทและกองรีทอีก 1 บริษัท มาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 492,325.41 ล้านบาท ข้อมูล ณ 4 ธ.ค.2563
ทั้งนี้หุ้น IPO เข้าจดทะเบียนปีนี้ถือว่าเกินเป้าหมายแล้ว โดยเฉพาะเป้าหมายการได้เพิ่มมาร์เก็ตแคปให้กับตลาดหุ้นไทย ส่วนการเพิ่มมูลค่าเทียบกับสัดส่วนการเติบโตของประเทศ จะคล้ายกับปีก่อนแม้ประเทศไม่ได้เติบโตแต่ธุรกิจ IPO ค่อนข้างมากเพราะต้องการเม็ดเงินระดมทุน
“สภาวะตลาดในช่วงที่เหลือของปีนี้ ก็ไม่มีข้อน่ากังวล นับตั้งแต่หลังโควิด-19 มีเฉพาะเรื่องการเลือกตั้งสหรัฐที่ทำให้ตลาดเปลี่ยนแปลงไปและไม่ได้มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยโดยตรง นอกจากนี้ความพร้อมของข้อมูลที่มี 10 กว่าบริษัทเมื่อสองเดือนที่ผ่านมาก็ทยอยเสนอขายกันมาได้เรื่อยๆ ตามความต้องการของผู้ใช้เงิน”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นหลังเข้าระดมทุน พบว่า ส่วนใหญ่ราคาหุ้นปรับขึ้นได้ดีจากราคา IPO โดยหุ้นของบมจ.ไอแอนด์ไอ กรุ๊ป (IIG) และ บมจ.ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี (SICT) วันแรกที่เข้าเทรดราคาปรับขึ้นมากที่สุดประมาณ 200% ส่วนหุ้นของ บมจ.สบาย เทคโนโลยี (SABUY) ปรับตัวลงมากที่สุดประมาณ 25% ขณะที่มีเพียง 7 บริษัทเท่านั้นที่ราคาปิดเทรดวันแรกต่ำกว่าราคาไอพีโอ
ในส่วนของหุ้น IPO ที่มีความพร้อม หรือได้รับการอนุมัติให้เสนอขายจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ SET ได้แก่ บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง (DMT) บมจ.เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) (KEX) บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) บมจ.ไซมิส แอสเสท (SA) บมจ.สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ (SAV) บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง (SNNP) และ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ บี แอนด์ จี (BGREIT)
ส่วนหุ้น IPO ที่ได้รับการอนุมัติจาก ก.ล.ต.ให้เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai ได้แก่ บมจ.อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (IND) บมจ.จักรไพศาล เอสเตท (JAK) และ บมจ.ไทยเทคโนกลาส กรุ๊ป (TTG)