วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังเผยมีแผนเร่งรัดลงทุนพีพีพีอีก2.4แสนล.

คลังเผย มีแผนจะผลักดันการลงทุนพีพีพีในปีนี้และต่อเนื่องปีหน้าคิดเป็นเม็ดเงินลงทุนกว่า 2.4 แสนล้านบาท เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับการพัฒนาประเทศ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง จะเร่งรัดให้เกิดโครงการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐกับเอกชน(พีพีพี) อีก 2.47 แสนล้านในปี 2563-2564 เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับการพัฒนาประเทศ

เขากล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.)เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การขับเคลื่อนโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ด้วยวิธีการลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชน นับตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2563 มีเม็ดเงินลงทุนแบบพีพีพีไปแล้วราว 8.31 แสนล้านบาท และในปีงบประมาณ 2563 ต่อเนื่องปีงบประมาณ 2564 จะมีเม็ดเงินลงทุนแบบพีพีพีอีก 2.47 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นเม็ดเงินลงทุนที่มาจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

ทั้งนี้ ในงบประมาณลงทุนแบบพีพีพีทั้ง 2.47 แสนล้านบาทนั้น บางโครงการอยู่ในระหว่างการทำพีพีพี เช่น โครงการมอเตอร์เวย์ บางประอิน-นครราชสีมา ,โครงการทางพิเศษกระทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต และโครงการมอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ เป็นต้น

เขากล่าวว่า เฉพาะโครงการที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ได้ขอให้สคร.ติดตามการเบิกจ่ายให้ตรงตามแผนที่กำหนด เพื่อไม่ให้โครงการเกิดความล่าช้า ซึ่งรัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่มีนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร เป็นประธาน เพื่อเร่งรัดติดตามโครงการลงทุน

สำหรับงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ในปีงบประมาณ 2564นั้น คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแผนการลงทุนเป็นวงเงินรวม 2.85 แสนล้านบาท โดยมีเป้าเบิกจ่ายที่ 95 % ของงบลงทุนทั้งหมด ทั้งนี้ ลงทุนของรัฐวิสาหกิจในปี 2564 สูงกว่าปี 2563 จำนวน 3.7 หมื่นล้านบาท ขณะที่ การเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2563 ทำได้ราว 80-82% ซึ่งสาเหตุที่ต่ำกว่าเป้าที่ 95 % เพราะการอนุมัติงบลงทุนออกมาล่าช้ากว่ากำหนด อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่ายได้ในระดับดังกล่าวก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

นอกจากนี้ นายอาคม ยังกล่าวอีกว่า เนื่องจากผลประกอบการของรัฐวิสาหกิจในปี 2563 ได้รับผลกระทบจากโควิด ซึ่งประเทศมีการล็อกดาวน์และรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าและประปา มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนในการลดค่ำไฟฟ้าและประปา ซึ่งได้สั่งให้รัฐวิสาหกิจไปวิเคราะห์ผลกระทบจากโควิดว่ามีมากน้อยเพียงใด และจำเป็นต้องปรับแผนการดำเนินงานในปี 2564 หรือไม่ รวมถึง ให้พิจารณาแผนการดำเนินงานของปี 2565 ไปพร้อมๆกันด้วย