วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปตท.ปรับทัพลงทุนสหรัฐ ชี้“ไบเดน”เปลี่ยนปัจจัยลงทุน

หลังผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมีความชัดเจน ทิศทางของประเทศมหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างสหรัฐ กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปแบบพลิกขั้วจากเหนือไปใต้จากซ้ายไปขวา ทำให้ธุรกิจที่เข้าไปลงทุนที่นั่นต้องปรับตัว

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ปตท.ได้สั่งการให้ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ พีทีทีจีซี ดำเนินการทบทวนแผนการศึกษาโครงการปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ใหม่ทั้งหมด หลังพบว่า เงื่อนไขการตัดสินใจลงทุนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่พบว่า โจ ไบเดน คว้าชัยชนะ ซึ่งจะส่งผลให้นโยบายการค้าและการลงทุน รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจของสหรัฐเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ประกอบกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมายังส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค อีกทั้งโครงการดังกล่าวก่อนหน้านี้ พันธมิตรร่วมลงทุน คือ บริษัท Daelim Industrial Co., Ltd. (แดลิม) ผู้ประกอบธุรกิจก่อสร้างและผลิตเคมีภัณฑ์ในเกาหลีใต้ ได้ตัดสินใจถอนการลงทุนออกไปจากโครงการนี้

“โครงการปิโตรฯคอมเพล็กซ์สหรัฐ จากเดิมที่ พีทีทีจีซี มีการทบทวนอยู่แล้ว ก็ต้องทบทวนใหม่อีก เพราะเงื่อนไขเปลี่ยนใหม่หมด ทั้งตัวประธานาธิบดี โควิด-19 และพันธมิตรร่วมลงทุน แต่จะทบทวนเสร็จเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับพีทีทีจีซี เท่าที่ดูเร็วสุดก็น่าจะเป็นช่วงกลางปีหน้า”

160511969380

ก่อนหน้านี้ พีทีทีจีซี ได้ศึกษา “โครงการปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ ในสหรัฐ มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท และได้เลื่อนสรุปการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย(FID) ออกไปเป็นปี 2564 จากเดิมคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3/2563 โดยมองว่า การจัดตั้งโครงการในสหรัฐมีความเหมาะสม เพราะเป็นแหล่งผลิตปิโตรเคมีในราคาต่ำที่สุดของโลกและใกล้เคียงกับบางประเทศในตะวันออกกลาง ขณะที่ความต้องการใช้โพลิเมอร์ในสหรัฐยังเติบโต แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวลง และโครงการปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ ของพีทีทีจีซี ถือเป็นรายที่ 2 ในการเข้าไปลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว

ส่วนการลงทุนของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ หรือ Trading ในสหรัฐ ของ ปตท. ยังเดินหน้าธุรกิจอย่างเต็มที่ ซึ่งปัจจุบัน ได้ดำเนินการจัดตั้งบริษัท PTT International Trading USA Inc. (PTTT USA) ในสหรัฐ คาดว่าจะเปิดดำเนินการในปีหน้าได้ตามแผน ซึ่งไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนนโยบายการค้าการลงทุนในสหรัฐ หลังมีการเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งแต่อย่างใด อีกทั้งธุรกิจเทรดดิ้งยังเป็นธุรกิจที่สามารถบริหารจัดการให้สอดรับกับสถานการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปได้ โดยก่อนหน้านี้ ปตท. ตั้งเป้าหมายในส่วนของสหรัฐ จะเริ่มเทรดปริมาณ 30,000 บาร์เรลต่อวัน

อรรถพล ยังกล่าวถึงทิศทางการลงทุนธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด(Budget Hotel) ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ของ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) หรือ โออาร์ ว่า แผนลงทุนธุรกิจโรงแรมฯในปั๊มน้ำมันของกลุ่ม ปตท. ยังไม่ได้ยกเลิก และยังไม่เร่งรับตัดสินใจในขณะนี้ เพราะยังต้องรอให้ โออาร์ ดำเนินการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจึงค่อยกลับมาพิจารณาแผนการลงทุนในธุรกิจนี้อีกครั้ง

“เรายังไม่ได้บอกว่าจะลงทุนหรือไม่ลงทุน และวันนี้ธุรกิจโรงแรม ไม่ใช่เรื่องรีบร้อน ยิ่งโควิด-19 มา การท่องเที่ยวก็ชะงักลง ฉะนั้นธุรกิจโรงแรมก็ยังไม่ต้องรีบ ควรดูสถานการณ์ให้ชัดเจน”

ส่วนที่มีการเปิดประมูลคัดเลือกพันธมิตรร่วมทุนไปก่อนหน้านี้ ก็ยังไม่ได้มีข้อสรุปว่าจะคัดเลือกพันธมิตรรายใด และก็ไม่ได้มีสัญญาผูกพันกัน ดังนั้น การเลื่อนตัดสินใจการลงทุนในธุรกิจนี้ออกไป ก็จะไม่มีผลกระทบใดๆ กับบริษัท

ก่อนหน้านี้ โออาร์ ตั้งเป้าหมายจะก่อสร้างโรงแรมราคาประหยัด 5 แห่งแรก จะดำเนินการในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ที่โออาร์ เป็นผู้ดำเนินการเอง ก่อนขยายไปให้ตัวแทนจำหน่าย(ดีลเลอร์)ดำเนินการ ซึ่งคล้ายกับธุรกิจปั๊มน้ำมัน เพื่อประเมินผลความเป็นไปได้และความคุ้มค่าทางธุรกิจ ก่อนจัดทำแผนขยายการลงทุนในอนาคตต่อไป หรือ เป็นไปตามเป้าหมาย ที่จะมีธุรกิจโรงแรมในสถานีบริการน้ำมันครอบ 50 แห่ง ภายใน 5 ปี หรือ สิ้นปี 2565 แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการตัดสินใจลงทุนในธุรกิจนี้