“พาณิชย์” เผยยอดใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าทั้งจีเอสพีไปตลาดสหรัฐ มียอดใช้สูงสุด ขยายตัว 0.49%สินค้าอาหารถุงมือยางแชมป์ ขณะสิทธิเอฟทีเอพบจีนยอดใช้พุ่ง
นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์สำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี(FTA) และภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป(GSP) ระหว่างเดือน ม.ค.-ก.ค. 2563 พบว่า มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ รวมเท่ากับ 35,421.85 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 77.94% แบ่งเป็นมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้FTA อยู่ที่ 32,875.25 ล้านดอลลาร์ และมูลค่าการใช้สิทธิGSP อยู่ที่ 2,546.60 ล้านดอลลาร์ โดยภาพรวมการใช้สิทธิประโยชน์ฯ 7 เดือนแรกของปีนี้ ลดลง 14.77 %
ขณะที่การใช้สิทธิ GSP ทั้ง 4 ระบบสหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและเครือรัฐเอกราช และนอร์เวย์ ในช่วง ม.ค.-ก.ค. 2563 มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ 2,546.60 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 2.61% คิดเป็นสัดส่วน 81.32%
โดยตลาดส่งออกที่ไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิฯ มากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา มีมูลค่าอยู่ที่ 2,243.21 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 0.49% คิดเป็นสัดส่วน 83.24% อันดับสองคือ สวิตเซอร์แลนด์ มีมูลค่าอยู่ที่ 200.24 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 29.17% คิดเป็นสัดส่วน 62.66% อันดับสามคือ รัสเซียและเครือรัฐเอกราช มีมูลค่า อยู่ที่ 84.64 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 4.92% คิดเป็นสัดส่วน 84.60% และนอร์เวย์ มีมูลค่าอยู่ที่ 18.51 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 34.72% คิดเป็นสัดส่วน 100%
สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯสูง อาทิ ถุงมือยาง อาหารปรุงแต่ง ส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ กรดซิทริก เลนส์แว่นตาทำด้วยวัสดุอื่นๆ ฐานรองฟูกทำด้วยยางเซลลูลาร์หรือพลาสติก เป็นต้น ส่วนสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม เกษตรแปรรูป ไทยยังคงเป็นครัวของโลกที่มีศักยภาพในการผลิตและส่งออกสินค้าดังกล่าวได้อย่างหลากหลาย และสามารถส่งออกไปหลายประเทศคู่ค้าได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี
นอกจากนี้ การใช้สิทธิประโยชน์ FTA ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่า 32,875.25 ล้านดอลลาร์ ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 15.88% คิดเป็นสัดส่วน 77.69% โดยตลาดที่ไทยส่งออก สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน มูลค่า 11,152.89 ล้านดอลลาร์ 2.อาเซียน มูลค่า 10,798.63 ล้านดอลลาร์ 3. ญี่ปุ่น มูลค่า 3,890.21 ล้านดอลลาร์ 4. ออสเตรเลีย มูลค่า 3,426.95 ล้านดอลลาร์ และ 5. อินเดีย มูลค่า 1,784.67 ล้านดอลลาร์
แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัว โดยสินค้าที่ยังคงขยายตัวได้ดี อาทิ เครื่องดื่มที่ไม่เติมแก๊ส เช่น นม (อาเซียน) ผลไม้สด (อาเซียน) อาหารปรุงแต่ง (อาเซียน) น้ำผลไม้ (อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) ปลาทูน่าปรุงแต่ง (อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) เป็นต้น









