วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หอการค้าไทย-ต่างชาติ เรียกร้อง 'รัฐบาล-ผู้ชุมนุม' เจรจาหาทางออก

เอกชน เสนอ “รัฐบาล-ผู้ชุมนุม” เจรจาหาทางออกประเทศ อย่าให้การเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ หอการค้าไทย หวั่นมือที่ 3 สร้างสถานการณ์รุนแรง กระทบการต่างชาติ หอต่างชาติ หนุนเจรจา ชี้ใช้ พ.ร.ก.ใช้ต้นทุนทา

การชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาทำให้หลายฝ่ายจับตามองถึงสถานการณ์ รวมถึงภาคธุรกิจที่มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังจากที่ผ่านมาประเทศไทยมีการชุมนุมทางการเมืองหลายครั้งที่กระทบกับเศรษฐกิจและธุรกิจ

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผย 'กรุงเทพธุรกิจ' ว่า การชุมนุมทางการเมืองในพื้นที่เศรษฐกิจกลางกรุงเทพฯ ส่งผลกระทบต่อธุกิจในพื้นที่และประชาชน ซึ่งการชุมนุมทางการเมืองทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ซึ่งการที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์ก็เป็นเครื่องมือในการควบคุมการชุมนุมเป็นหลัก 

ทั้งนี้ภาคเอกชนกังวลว่าการชุมนุมจะยืดเยื้อบานปลาย และหากชุมนุมแบบดาวกระจายไปพื้นที่เศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ รวมทั้งกังวลความปลอดภัยของผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไป เพราะสถานการณ์แบบนี้ไม่รู้ว่าใครเป็นใครหรืออาจมีมือที่ 3 สร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความรุนแรง

ขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 รัฐบาลออกมาตรการหลายด้านเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย การท่องเที่ยวในประเทศและดึงการลงทุน ซึ่งภาคเอกชนสนับสนุนนโยบายต่างที่ออกมาเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ท่ามกลางวิกฤต โดยขณะนี้ทุกอย่างเริ่มไปได้ดี เศรษฐกิจเริ่มฟื้น การปลดคนงานเริ่มน้อยลง

ส่วนสภาผู้แทนราษฎรได้หารือการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมจึงควรรอฟังก่อน และเป็นกระบวนการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ ดังนั้นการชุมนุมทางการเมืองอาจจะทำให้ไทยเสียโอกาสหลายด้าน เพราะต่างชาติไม่มั่นใจเสถียรภาพทางการเมืองไทย โดยเฉพาะการชุมนุมแบบดาวกระจายยิ่งเสี่ยงมากขึ้นทำให้ความเชื่อมั่นทั้งคนในประเทศและต่างประเทศ ถือเป็นจุดที่น่าเป็นห่วง

“นักลงทุนต่างชาติอยากมาลงทุนในไทย แต่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ นักลงทุนก็ไม่มา หันไปลงทุนประเทศอื่นแทน โดยเฉพาะเวียดนามจึงทำให้ไทยเสียโอกาส” นายกลินท์ กล่าว

นายสแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) กล่าวว่า ต้องการให้ทั้ง 2 ฝ่ายหันหน้ามาเจรจากันในประเด็นที่มีปัญหาดีว่าที่แต่ละฝ่ายจะใช้วิธีการอื่น เพราะทั้งการชุมนุม การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีต้นทุนทางสังคมสูง ซึ่งเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมาก็มีนักธุรกิจหลายคนก็สอบถามถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ดังนั้นจึงอยากให้พูดคุยเจรจากันเพื่อหาทางออก เพราะชุมนุมการเมืองทุกวันก็ไม่สามารถประเมินได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด คงต้องระวังเพราะหากเกิดรัยขึ้นทุกคนก็เป็นคนไทยด้วยกัน

ขณะนี้เศรษฐกิจไทยแย่มากแล้ว ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ต้องแก้ไข การฟื้นฟูเศรษฐกิจก็ต้องรีบดำเนินการ สิ่งที่สำคัญที่สุดของประเทศคือปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน ซึ่งเกี่ยวพันกันไปหมดทุกอย่าง

“ขอให้หันหน้ามาเจรจากัน เพราะเดินบนถนนก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา รัฐบาลเองก็ต้องเปิดรับฟังข้อเสนอของกลุ่มผู้ชุมนุม หากจุดสมดุลย์ เพราะไม่มีใครถูก 100 % หรือ ผิด 100 % หากชุมนุมยืดเยื้อ ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้ย่ำแย่ลงไปอีก ดังนั้นต้องรีบแก้ปัญหา “

ทั้งนี้ การชุมทางการเมืองย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะในพื้นที่การชุมนุม ก็คงต้องมีแผนในการรองรับ โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัยของพนักงาน เช่น ให้กลับบ้านเร็วขึ้น หลีกเลี่ยงพื้นที่การชุมนุม เป็นต้น

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนกังวลการใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อจัดการผู้ชุมนุมทางการเมือง แต่กลับมีการขยายไปพื้นที่เศรษฐกิจ คือ ย่านราชประสงค์ และมีแผนชุมนุมทุกวันแบบไป-กลับ ซึ่งการใช้ พ.ร.ก.จะกระทบภาพลักษณ์ในสายตาต่างประเทศที่มองว่าเราอาจไม่เป็นประชาธิปไตย และ พ.ร.ก.ไม่ได้ทำให้รัฐบาลดูดีขึ้น ทั้งที่รัฐบาลควรรับฟังความเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง

ทั้งนี้ หากการชุมนุมยืดเยื้อกระจายไปทั่วประเทศตามหัวเมืองเศรษฐกิจใหญ่ในภูมิภาคหรือมีการปิดถนนอาจกระทบภาคการขนส่ง ภาคการผลิตและภาคการส่งออก แต่ปัจจุบันยังไม่เกิดขึ้น โดยหวังว่าการชุมนุมทางการเมืองคงไม่ยืดเยื้อออกไป เพราะหากยืดเยื้ออาจกระทบต่อเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาไทย ซึ่งถ้าไทยแก้ปัญหาการเมืองไม่ได้และต่างชาติเห็นว่ามีความเสี่ยงทางการเมืองอาจไม่กล้ามาลงทุนแน่นอน

“เอกชนไม่ต้องการให้เกิดการชุมนุมยืดเยื้อยาวนาน ต้องการให้รัฐบาลออกมาชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมแ โดยอาจเป็นเวทีสาธารณะเพื่อให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพราะการเปิดเวทีรับฟังความเห็นถือเป็นแนวทางสันติ อย่าไปกลัวว่าเมื่อเปิดเวทีรับฟังแล้วประชาชนจะไปสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมเพิ่ม”นางสาวกัณญภัค กล่าว