วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ดอกเบี้ยต่ำ-สภาพคล่องล้น' ดันยอดเปิดบัญชีหุ้นนิวไฮ

แห่เปิดบัญชีเทรดหุ้นพุ่ง 8 เดือนแตะ 5.1 แสนบัญชี ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์  “เอเซีย พลัส” ชี้ดอกเบี้ยต่ำ หนุนเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยมากขึ้น -ไร้กองทุนแอลทีเอฟ จึงหันซื้อขายด้วยตัวเอง “ภัทธีรา” เชื่อนักลงทุนมองวิกฤติ กดดัชนีร่วง เป็นโอกาส นักลง

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่าประเมินว่าในช่วงที่เหลือของปี 2563 ตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนรายบุคคล (รายย่อย) ที่มีบทบาทการซื้อขายในตลาดหุ้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะจากการตรวจข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ตั้งแต่ช่วงเดือนม.ค.-ส.ค.2563) มีการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นใหม่ไปแล้วกว่า 510,186 บัญชี ซึ่งเติบโตมากกว่าเท่าตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้เพียง 210,747 บัญชี และถือว่าเป็นปีที่มีการเปิดบัญชีใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากปกติที่จะมีการเปิดบัญชีใหม่ปีละประมาณ 2-3 แสนบัญชีเท่านั้น

ทั้งนี้การเข้ามาลงทุนของนักลงทุนรายย่อยที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันมีจำนวนนักลงทุนที่เปิดบัญชีทั้งหมดเป็น 3.28 ล้านบัญชี หรือเพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปี 2562 ที่อยู่ในระดับ 2.76 ล้านบัญชี และถือเป็นกลุ่มผู้ลงทุนหลักของตลาดหุ้นไทยที่ช่วยรองรับแรงขายในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนได้จากยอดซื้อสุทธิที่สะสมในปัจจุบันกว่า 2.17 แสนล้านบาท ส่วนทางกับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่เทขายสุทธิออกมาทุกเดือนติดต่อกันด้วยมูลค่ารวมประมาณ 2.89 แสนล้านบาท

สำหรับสาเหตุที่มีการเปิดบัญชีใหม่มากขึ้นคาดว่าเกิดจาก ภาวะดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งทำให้มีการโยกเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มมากขึ้น รวมถึงยังรับอานิสงส์กรณีที่ปีนี้ไม่มีกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) แล้วจึงทำให้นักลงทุนนิยมเข้ามาลงทุนด้วยตัวเองมากขึ้น นอกจากนี้เชื่อว่าการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนรายย่อยถือเป็นแรงส่งที่ดีต่อหุ้นกลาง-เล็กที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง เพราะนักลงทุนรายย่อยมักเน้นเล่นเทรดดิ้งหุ้นกลาง-เล็กเป็นส่วนใหญ่

“นักลงทุนรายย่อยยังคงเป็นพระเอกในการผลักดันดัชนีฯโดยเฉพาะหุ้นกลาง-เล็กที่ Outperform ตลาดเป็นพิเศษในปีนี้ ซึ่งสะท้อนได้จากดัชนี maiปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.6% ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน รองลงมา คือ SSET Index ลดลง -6.9% ขณะที่ดัชนี SET ลดลง 20% และ SET50 ปรับตัวลดลงมากสุด 25.6%”

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่ามองว่าจำนวนบัญชีใหม่ที่ปรับตัวสูงขึ้นส่วนใหญ่เป็นรูปแบบออนไลน์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีและมั่นใจว่าระบบสามารถรองรับได้ค่อนข้างดี โดยเชื่อว่านักลงทุนเริ่มมองว่าวิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาสในการเข้าลงทุน เพราะตลาดที่สวิงขึ้นลงก็เป็นโอกาสให้กับนักลงทุนทั่วไปที่จะเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น ส่วนนักลงทุนระยะยาวก็ถือเป็นโอกาสในการเก็บของเข้าพอร์ต

“คนมาเปิดบัญชีมากขึ้นเพราะทุกคนรู้ว่าในยามวิกฤติเช่นนี้ต้องหาแหล่งลงทุนเพิ่มเติม ประกอบกับคนรุ่นใหม่ฉลาดมากขึ้นและมีการเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ที่ง่ายมากกว่าในอดีต จึงทำให้เห็นตัวเลขการเปิดบัญชีของคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง”