งบดุลเดือนกรกฎาคม 2563 – ไม่ค่อยคึกคัก
Event
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจในงบดุลเดือนกรกฎาคม 2563
lmpact
อุปสงค์การฟื้นตัว (pent up demand) เริ่มชะลอตัวลง
หลังจากที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน หลังปิดเมืองช่วงล๊อคดาวน์ในเดือนเม.ย. งบดุลธนาคารเดือนกรกฎาคมก็เริ่มทรงตัวทั้งสถานะการลงทุนและสินเชื่อ โดยกิจกรรมด้านลงทุนเพิ่มขึ้น 0.6% MoM แต่ลดลง 4% YTD ซึ่งมีเพียง BAY/BBL เท่านั้นที่สถานะการลงทุนเพิ่มขึ้น MoM (+5.5%/+3.5%) ในขณะที่สินเชื่อโดยรวมทรงตัวถึงลดลงเล็กน้อย MoM โดยมีเพียง KKP เท่านั้นที่ยังดำเนินกิจกรรมการปล่อยกู้ อย่างคึกคัก (+2% MoM และ +8% YTD)
เงินฝากยังไหลเข้า ทำให้สภาพคล่องเหลือเฟือ
ธนาคารไทยยังมีสภาพคล่องเต็มเปี่ยมโดยเพิ่มขึ้นอีก 0.7% MoM และ 9% YTD ธนาคารส่วนใหญ่มีฐานเงินฝากใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะ KTB (+3% MoM และ +12% YTD) และ SCB (+3% MoM และ +8% YTD) ในขณะที่ฐานเงินฝากของ BAY และ TISCO เพิ่มขึ้น 2% MoM ทั้งคู่ ซึ่งสะท้อนถึงการโยกเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงมาอยู่ในรูปเงินฝาก และความเชื่อมั่นในการฝากเงินกับธนาคาร
คุณภาพสินทรัพย์ยังไม่แน่นอน
โครงการผ่อนผันหนี้ในปัจจุบันให้จัดชั้นเป็นปกติ (performing loan) และอาจจะกลายมาเป็นความเสี่ยง NPL ได้ในอนาคต ซึ่งจากข้อมูลที่ธนาคารบางแห่งเปิดเผยออกมา สัดส่วนของหนี้ที่เข้าโครงการผ่อนผันต่อสินเชื่อรวมของ TMB สุงสุดอยู่ที่ 42% รองลงมาคือ BANK ที่ 39% SCB ที่ 32% และ BAY ที่ 29%) ในขณะที่ของ TISCO อยู่ที่ 20% และของ BBL ที่อยู่ในระดับต่ำอย่างไม่มีนัยสำคัญ (จากการเปิดเผยของธนาคาร) ทั้งนี้ ธนาคารส่วนใหญ่มองว่าหนี้ในโครงการประมาณ 70-80% น่าจะกลับมาชำระค่างวดได้ตามปกติ และมีประมาณ 10% ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะกลายมาเป็น NPL ซึ่งหากนำตัวเลขนี้เข้ามารวมเป็นจะทำให้ NPL เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในปีนี้ และธนาคารต่าง ๆ จะต้องกันสำรองเพิ่มขึ้นใน 2H63 ส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2563 ของทั้งกลุ่มลดลง 45% (กำไรสุทธิกลุ่มธนาคารใน 1H63 ลดลง 28%)
ปัจจัยลบมีนํ้าหนักมากกว่า
ถึงแม้ว่าราคาหุ้นกลุ่มธนาคารจะซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี และค่า PE ต่ำ แต่กระแสข่าวลบจากประเด็น NPL และแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ไม่ชัดเจนก็จะยังคงกดดันผลประกอบการและจำกัด upside ของหุ้นกลุ่มธนาคารต่อไป เรายังคงคำให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มธนาคารที่ Neutral โดยเราชอบ TISCO มากกว่าเพื่อนในแง่ที่ยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ยังคุม NPL อยู่ได้ และมีสัดส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 สูงถึงเกือบ 18% (CAR สูงถึง 21%)
Risks
NPL เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2564 รวมถึงมีการปรับลดดอกเบี้ยลงอีก






