วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักธุรกิจต่างชาติ แห่ถามความต่อเนื่องนโนบาย EEC

การปรับ ครม.ทำให้ผู้ที่เคยผลักดัน EEC มาตลอด 3 ปี พ้นจากหน้าที่ไป ทำให้นักธุรกิจต่างชาติได้สอบถามถึงความต้องเนื่องของนโยบายนี้

การผลักดันเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นนโยบายสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุดได้ปรับผู้ร่วมผลักดันอีอีซีออก โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มารับบทบาทเป็นรองประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พร้อมทั้งกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)

นายสแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจว่า แม้ว่าทีมเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปแต่นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) รวมทั้งทีมงานไม่ได้เปลี่ยนแปลงและยังดูแลอยู่จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

สำหรับรัฐมนตรีคนใหม่ที่ดูแลด้านเศรษฐกิจได้เคยพูดคุยแต่ยังไม่เป็นทางการ ซึ่งทางหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทยมีแผนที่ขอเข้าพบเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและขอทราบถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจและอีอีซี

ทั้งนี้เชื่อว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าต่อเนื่องเพราะนายกรัฐมนตรีดูแล และมี พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 มารองรับ โดยขณะนี้โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในอีอีซีกำลังเดินหน้าทั้งรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา

ขณะนี้รอดูว่ารัฐมนตรีใหม่จะมีนโยบายในเรื่องนี้อย่างไรที่ผ่านนักลงทุนต่างชาติทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีนและฮ่องกงสนใจมาลงทุนและบางรายนำเครื่องจักรมาบ้างแล้ว แต่ขณะนี้ติดปัญหาการเดินทางเพราะการระบาดของโรคโควิด-19

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ดับบลิวเอชเอเชื่อมั่นการเดินหน้าโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และมั่นใจว่ารัฐบาลจะสานต่อโครงการนี้อย่างแน่นอนภายหลังการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ เนื่องจากอีอีซีเป็นโครงการลงทุนที่สำคัญของประเทศที่จะดึงดูดการลงทุนจากภายนอกประเทศ โดยรัฐบาลมีการออกกฎหมายมารองรับเป็นที่เรียบร้อยและมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

“มีนักลงทุนหลายชาติสอบถามว่าอีอีซีจะเดินหน้าต่อหรือไม่ จึงได้สอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องให้ความมั่นใจว่าจะเดินหน้าต่อแน่ และยังมีโอกาสการลงทุนอยู่มาก โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาอาเซียน”

ดังนั้นอีอีซีจึงจำเป็นที่รัฐบาลจะเดินหน้าต่อ และเป็นโอกาสของประเทศ เพราะขณะนี้มีหลายธุรกิจที่อยากเข้ามาลงทุน เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่จากประเทศจีนก็มีการติดต่อเข้ามา ขณะที่ผู้ประกอบการที่ขยายโครงการซึ่งเป็นแวร์เฮาส์ขนาดใหญ่ก็มีการติดต่อมาขอขยายพื้นที่เพิ่มจากที่เคยซื้อพื้นที่แล้วซึ่งตรงนี้สะท้อนว่าอีอีซีเป็นโครงการที่สำคัญ”

สำหรับสิ่งที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อส่งเสริมอีอีซี คือ การเร่งการทำ “บิสซิเนส บับเบิล” ให้ได้ ให้นักลงทุนเข้ามาดูพื้นที่ และเข้ามาลงนามสัญญาธุรกิจให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากหากคนกลุ่มนี้เข้ามาแล้วจะต้องจัดทีมเข้าไปให้ข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อให้ตัดสินใจลงทุนได้ง่าย

ส่วนมาตรการส่งเสริมการลงทุน มองว่าในปัจจุบันมีเหมาะสมแล้ว โดยเฉพาะในอีอีซีได้มีมาตรการพิเศษเพียงพอแล้ว โดยได้ให้สิทธิประโยชน์การลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายถึง 12 กลุ่ม ถือว่าเพียงแต่ทำอย่างไรให้เขาเข้ามาในไทยให้ได้ในช่วงนี้ ซึ่งมั่นใจว่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน 

รวมทั้งรัฐบาลควรจะเข้าไปสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนที่จะผลักดันโครงการอีอีซีอย่างเต็มที่ ซึ่งจากการลงนามสัญญาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ผ่านมาช่วยสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลไทยเดินหน้าอีอีซีเต็มที่ เช่น โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

นอกจากนี้ นายสุพัฒนพงษ์ และนายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ช่วยงานขับเคลื่อนการพัฒนาอีอีซีของรัฐบาลมาก่อน ในส่วนคณะอนุกรรมการด้านการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน จึงมั่นใจว่าจะมีการผลักดันโครงการนี้ต่อเนื่องหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีความคืบหน้าในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในอีอีซีแล้ว

นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อีอีซีเป็นนโยบายที่จำเป็นต้องเดินหน้าต่อเนื่อง เพราะถือเป็นการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ โดยอาศัยการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเมือง เพื่อดึงดูดนักลงทุนในพื้นที่พิเศษ ซึ่งถือเป็นโครงการชิ้นโบว์แดงของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 

ทั้งนี้ ไม่ว่าใครจะเข้ามารับผิดชอบโครงการต่อก็ต้องดำเนินการต่อไป ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่อีอีซี ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง การก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภา การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง

ขณะนี้นักลงทุนหลายประเทศให้ความสนใจที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี ประกอบกับประเทศไทยเป็นซัพพลายเชนในหลายอุตสาหกรรมที่สามารถขยายตัวได้ดีจากนี้ทั้งเรื่องของอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาหาร แม้ว่าที่ผ่านมาก็มีความล่าช้าเนื่องจากมีปัญหาติดขัดในระบบราชการไปบ้างก็ตาม ซึ่งจากนี้รัฐบาลจะต้องเร่งรัดเพื่อเดินหน้าให้เร็วกว่านี้

นายสุรัช พัฒนวงศ์ยืนยง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัทปิ่นทองอินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มั่นใจว่ารัฐบาลยังคงเดินหน้าพัฒนาอีอีซีต่ออย่างเต็มที่ เพราะเป็นนโยบายระดับชาติที่กำหนดแผนไว้อย่างชัดเจนแล้ว รวมทั้งมี พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

“นักธุรกิจต่างชาติยังคงมั่นใจนโยบายของรัฐบาลไทย เพราะนักธุรกิจต่างชาติไม่ได้ดูแค่ตัวรัฐมนตรี แต่มองในภาพรวมมากกว่า และภาพพจน์ของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติมีความน่าเชื่อถือมาก ซึ่งที่ผ่านมาแม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็ไม่กระทบต่อนโยบายส่งเสริมการลงทุนแต่อย่างใด”