คาดกำไรปี 63 New High จากการส่งมอบงานใหญ่ที่รพ.จุฬา
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- คาดกำไร 2Q63 จะต่ำสุดในปีนี้เนื่องจากไม่มีการส่งมอบเครื่องฉายรังสี : ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรในไตรมาส 2/63 จะอยู่ที่ราว 4.4 ลบ. -58%QoQ และ -82%YoY เนื่องจากคาดว่ารายได้ 2Q63 จะอยู่ที่ 80 ลบ. -69%QoQ และ -61%YoY เพราะไม่มีการส่งมอบเครื่องฉายรังสี มีเพียงรายได้จากการให้บริการและรายได้จากโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวขึ้นจาก 13.2% สู่ 18.8% เนื่องจากสัดส่วนรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นและมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่ารายได้จากการขาย ด้านอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายคาดว่าจะปรับตัวขึ้นจาก 6% สู่ 27% แต่เมื่อพิจารณาเป็นตัวเงินจะลดลงจาก 12.9 ลบ. สู่ 8.5 ลบ. เนื่องจากมีการควบคุมค่าใช้จ่ายจากผลกระทบของ COVID-19
- คาดการณ์กำไรปี 63 ทำจุดสูงสุดใหม่ราว 89 ลบ. +10%YoY: ฝ่ายวิจัยคาดการณ์รายได้รวมราว 1.47 พันลบ. เติบโต 100%YoY เนื่องจากคาดว่าจะมีการส่งมอบงานใหญ่ให้โรงพยาบาลจุฬาฯ มูลค่าราว 1 พันล้านบาทใน 4Q63 และรายได้จากธุรกิจโรงพยาบาลรักษามะเร็งจะเติบโตสู่ 29 ลบ. เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปี 62 เนื่องจากรับรู้รายได้เต็มปี อย่างไรก็ตามเราประเมินอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงจาก 26.4% สู่ 13% เนื่องจากคาดว่างานที่โรงพยาบาลจุฬาฯ จะมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเพราะเป็นงานที่มีมูลค่าสูง และธุรกิจโรงพยาบาลยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนทำให้กดดันอัตรากำไรขั้นต้น ด้านค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารคาดว่าจะปรับตัวลง 8-10 ลบ. สู่ 46 ลบ. จากการลดค่าใช้จ่ายในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั้งนี้ บริษัทรายงานกำไร 1Q63 ที่ 10.4 ลบ. -34%QoQ แต่ +169%YoY และคิดเป็น 12% ของประมาณการปี 63
- อุตสาหกรรมขายเครื่องฉายรังสียังมีโอกาสในการเติบโต: ปัจจุบันผู้ป่วยโรคมะเร็งภายในประเทศไทยมีจำนวนถึง 3-1.4 แสนรายต่อปี เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยวิธีการฉายรังสีคิดเป็นสัดส่วน 50% ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด หรือราว 6.5-7 หมื่นรายต่อปี โดย 1 เครื่องฉายรังสีสามารถรองรับผู้ป่วยได้ 400-600 รายต่อปี ดังนั้นจำนวนเครื่องฉายรังสีทั้งหมดที่ควรมีภายในประเทศไทยจะอยู่ที่ราว 150 เครื่อง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเครื่องฉายรังสีทั้งหมดเพียง 82 เครื่อง ซึ่งแบ่งเป็น 1) เครื่องเก่าที่ต้องเปลี่ยนใหม่ 20 เครื่อง และ 2) เครื่องที่สามารถใช้งานได้ 62 เครื่อง ดังนั้น ประเทศไทยยังขาดแคลนเครื่องฉายรังสีถึง 103 เครื่อง และเป็นโอกาสในการเติบโตของยอดขาย
- Backlog ทรงตัวในระดับสูงที่ 1.5 พันล้านบาท : ณ ปลายไตรมาส 1/63 บริษัทมีงานในมือ 4 โครงการ มูลค่ารวม 5 พันลบ. โดยแบ่งเป็น 1) สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์การแพทย์ เครื่องจำลองภาพฉายแสงและเครื่องฉายแสงเร่งอนภาพมูลค่างาน 125 ลบ. คาดว่าจะส่งมอบใน 2Q63 แต่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้การส่งมอบเลื่อนจาก 2Q63 เป็น 3Q63 2) โครงการจัดตั้งศูนย์รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตรอน ของ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มูลค่างาน 967 ลบ. ซึ่งคาดว่าจะรับรู้รายได้ใน 4Q63 3) สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์การแพทย์ เครื่องฉายรังสีรักษาชนิด 3 มิติ กับ จังหวัดจันทบุรีมูลค่า 95.5 ลบ. ซึ่งคาดว่าจะส่งมอบภายใน 1Q64 และ 4) สัญญาซื้อขายระบบเครื่องฉายรังสีรักษาแบบปรับความเข้มรังสีเชิงปริมาตร (Volumetric IMRT) พร้อมชุดกำหนดตำแหน่งและรวมการปรับปรุงสถานที่ กับ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มูลค่า 245 ลบ. ซึ่งคาดว่าจะส่งมอบภายใน 2Q64 โดยคาดว่าจะรับรู้รายได้ในปี 63 ราว 1.1 พันลบ. และส่วนที่เหลือจะรับรู้ในปี 64
- มีโอกาสเติบโตจากการประมูลงานใหม่ และธุรกิจโรงพยาบาลมะเร็งเฉพาะทาง: บริษัทอยู่ระหว่างการเข้าร่วมประมูลงานใหม่จากทั้งภาครัฐและเอกชน มีมูลค่ารวมราว 400-500 ลบ. ซึ่งจะเติมมูลค่างานในมือ (Backlog) จากเดิมที่มีอยู่ราว 5 พันลบ. คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงปลายเดือน ก.ย.-ต.ค. 63 ด้านธุรกิจโรงพยาบาลมะเร็ง (บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 65%) คาดว่ารายได้จะค่อย ๆ เร่งตัวขึ้นตามการหาพันธมิตรใหม่ในจังหวัดชลบุรีและภาคตะวันออกเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามเราคาดว่าผลประกอบการโรงพยาบาลมะเร็งจะถึงจุดคุ้มทุนในปี 66 เป็นต้นไปซึ่งเราได้รวมในประมาณการแล้ว
- ปรับคำแนะนำจาก “ถือ” เป็น “ซื้อลงทุนระยะยาว” ที่ราคาเหมาะสมใหม่ 4.89 บาท : เราประเมินมูลค่าด้วยวิธี SOTP โดยได้ราคาเหมาสมะธุรกิจติดตั้งเครื่องฉายรังสี 2.80 บาท (อิง P/E ratio 12.7 เท่าซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปี) และประเมินราคาเหมาะสมโรงพยาบาลมะเร็งอีก 2.09 บาท (อ้างอิงราคาเหมาะสมเมื่อถึงจุดคุ้มทุนและคิดลดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน) ได้ราคาเหมาะสมเพิ่มขึ้นจาก 3.1 บาทเป็น 4.89 บาท และคาดหวัง Yield ที่ 4.3% ในปี 63 พร้อมปรับคำแนะนำจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
ปัจจัยเสี่ยง
- ประมูลงานใหม่ได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ปีละ 500-700 ลบ.
- การส่งมอบงานล่าช้ากว่าแผนที่วางไว้
3. ธุรกิจโรงพยาบาลถึงจุดคุ้มทุนล่าช้ากว่าปี 66









