แกว่งตัวรอปัจจัย

แกว่งตัวรอปัจจัย

ความกังวลการระบาดรอบสองของไวรัส Covid-19 ยังคงเป็นตัวกดดันดัชนีหลังยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ในสหรัฐพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

ตลาดหุ้นวานนี้

SET Index ดีดตัวขึ้น 4.25 จุด (+0.31%) ปิดที่ 1,356 จุด มูลค่าการซื้อขาย 4.9 หมื่นล้านบาท ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่ได้ปัจจัยหนุนจากคลายกังวล Trade war จีนกับสหรัฐหลัง ทรัมป์ ยืนยันสหรัฐยังไม่ได้ยกเลิกข้อตกลงการค้าเฟสแรกกับจีน และคาดหวังเศรษฐกิจยูโรโซนฟื้นตัว หลังยูโรโซนรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 46.9 จาก 39.4  ในเดือน พ.ค. ส่วนนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 773 ล้านบาท  แต่ Net Long TFEX SET50  6,848 สัญญา  และซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตร 20 ล้านบาท

แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้     

เรามีมุมมองเป็นกลางคาด SET แกว่งตัว 1,350 – 1,365 จุด โดยแม้ว่าภาวะตลาดจะได้ sentiment เชิงบวกจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นหลัง PMI ภาคการผลิตและบริการของฝั่งสหรัฐและยูโรโซนเดือนมิ.ย. ดีดตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 4 เดือนที่ระดับ 46.8  จุด และ 47.5 จุดตามลำดับตามการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และให้ธุรกิจต่างๆกลับมาเปิดดำเนินกิจการได้อีกครั้ง จึงมีความคาดหวังว่าภาวะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นเป็น V shape  อย่างไรก็ตาม ความกังวลการระบาดรอบสองของไวรัส Covid-19 ยังคงเป็นตัวกดดันดัชนีหลังยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ในสหรัฐพุ่งขึ้นต่อเนื่องโดยล่าสุดเพิ่มขึ้น 3.6 หมื่นราย ซึ่งหากตัวเลขยังไม่หยุดเพิ่มขึ้นก็มีโอกาสที่ต้องกลับมาใช้มาตรการ Lockdown อีกครั้ง

** วันนี้ติดตามการประชุมกนง.คาดคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.50%

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy

  • กลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP, TOP, PTTGC, IRPC, SPRC, IVL) อานิสงส์ราคาน้ำมันดิบทรงตัวระดับสูง
  • กลุ่มอาหาร (CPF, GFPT, TFG) ได้อานิสงส์ราคาหมูและไก่ในประเทศปรับตัวขึ้น
  • กลุ่มที่คาดว่างบ 2Q20 จะเติบโตขึ้น  (CKP, TASCO, STA, RS)

หุ้นแนะนำวันนี้

  • PTTGC (ปิด 47.5 ซื้อ/เป้า 50) ผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว , คลาย lockdown ช่วยเพิ่มดีมานด์ทั้งฝั่งปิโตรฯและโรงกลั่น และยังได้เปรียบต้นทุนเพราะ PTTGC ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบราคาจะปรับขึ้นช้ากว่าคู่แข่งที่ใช้นาฟทาซึ่งราคาจะปรับขึ้นตามราคาน้ำมันทันที
  • PLANB (ปิด 6.4 ซื้อ/เป้า 7.8) แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมาแต่เรายังมองว่า ณ ระดับราคานี้ยังไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของ PLANB เนื่องจากยังมีส่วนลด 50% จากระดับราคาเมื่อปี 2019 ขณะที่แนวโน้มผลกำไรของ PLANB มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีหน้า

บทวิเคราะห์วันนี้

ERW (ปิด 3.86 ปรับลดเป็นขาย/เป้าใหม่ 3.5 เดิม 2.6)

ประเด็นสำคัญวันนี้

  • (+) ดัชนี PMI ภาคการผลิตของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก (สหรัฐ และ ยูโรโซน) ในเดือน มิ.ย. เริ่มมีสัญญาณบวกโดยปรับตัวขึ้นในทุกประเทศ: วานนี้กลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก อาทิ สหรัฐและกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือน มิ.ย.ปรับตัวดีขึ้นในทุกประเทศ โดยเยอรมนีรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นเดือน มิ.ย.เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 44.6 จาก 36.6 ในเดือน พ.ค. ส่วนยูโรโซนรายงานตัวเลขดัชนี PMI ภาคการผลิตเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 46.9 จาก 39.4 ในเดือน พ.ค. และปิดท้ายที่สหรัฐตัวเลข PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นของเดือน มิ.ย.เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 49.6 จาก 39.8 ในเดือน พ.ค. แม้ตัวเลขโดยรวมจะยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตโดยรวมยังหดตัวแต่สัญญาณการฟื้นตัวที่รวดเร็วดังกล่าวย่อมสร้างความสบายใจให้กับตลาดและเพิ่มความหวังทางบวกถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้เร็วยิ่งขึ้น
  • (+/-) ประชุม กนง. คาดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.50% ตามเดิม แต่อาจจะลดคาดการณ์ GDP ของไทยในปีนี้ลง: เราคงมุมมองเดิมคาด กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.5% ตามเดิม จาก 1) เราคาดว่าแบงก์ชาติน่าจะรอดูผลของการลดดอกเบี้ยครั้งก่อนรวมถึงผลจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา, 2) ต้องการเก็บเครื่องมือ หรือ (policy space) ไว้ในยามจำเป็นโดยเฉพาะหากเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนและหดตัวมากกว่าที่คาดไว้, 3) หากดอกเบี้ยต่ำเกินไป อีกด้านจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงจากการแสวงหาการลงทุน (Search for yield) แบบไม่ระมัดระวัง และ 4) เชื่อว่าแบงก์ชาติจะเน้นออกนโยบายด้านอื่นโดยมีเป้าหมายเฉพาะกลุ่มเข้ามาทดแทน เช่น มาตรการลดเงินนำส่งกองทุน FIDF และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เหมือนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว อย่างไรก็ตามเรายังต้องติดตามรายงานของแบงก์ชาติเพิ่มว่าการประชุมครั้งนี้จะปรับลดคาดการณ์ GDP ในปีนี้ลงอีกหรือไม่ (เดิมคาด -5.3%) รวมถึงมุมมองต่อการจัดการค่าเงินหลังจากค่าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง
  • (-) ติดตามรายงานยอดส่งออกไทยเดือน พ.ค. คาดพลิกเป็นหดตัว 6.4%yoy จากผลกระทบของไวรัส Covid-19 และ ค่าเงินบาทแข็งค่า: วันนี้กระทรวงพาณิชย์จะรายงานตัวเลขมูลค่าการส่งออกและนำเข้าของไทยเดือน พ.ค. โดย Consensus คาดยอดส่งออกจะพลิกเป็นหดตัวประมาณ 5.7-6.4% เทียบจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 2.1% สาเหตุหลักมาจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าชะลอตัว ประกอบกับมาตรการ lockdown ของประเทศต่างๆที่นำออกมาใช้ในเดือน เม.ย.และ พ.ค. เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้าของประเทศต่างๆ นอกจากนี้สินค้าส่งออกของบ้านเรายังเสียอำนาจในการแข่งขันด้านราคาหลังจากที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับ 32.5 บาทต่อดอลลาร์ในเดือน เม.ย.เป็น 31.5 ในเดือน พ.ค.และปัจจุบันแข็งค่าขึ้นเป็น 30.86 บาทต่อดอลลาร์