ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพของตลาดหุ้นไม่ต่างจากการเล่นรถไฟเหาะ วิ่งขึ้นเร็วก่อนจะดิ่งลงแรง จากดัชนี SET ในระดับ 1,342 จุด ใช้เวลาเพียง 5 วันทำการ ปรับตัวขึ้นมาได้กว่า 100 จุด ไปแตะจุดสูงสุดที่ 1,454 จุด
ก่อนจะใช้เวลาอีก 5 วันทำการ วิ่งกลับลงมาอยู่ที่ 1,342 จุด อีกครั้ง
หากย้อนกลับไปดูการซื้อขายของนักลงทุนแต่ละกลุ่มในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าการวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ถูกจุดกระแสด้วยการกลับมาซื้อสุทธิถึง 5.5 พันล้านบาท ของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา และซื้อต่อเนื่องอีก 4 วันหลังจากนั้น ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศ หรือ ‘กองทุน’ ก็เข้ามาซื้อตามเช่นกัน แต่หลังจากนั้น นักลงทุนต่างชาติก็ทยอยขายออกมาต่อเนื่อง ล่าสุดวานนี้(17มิ.ย.) ขายสุทธิอีก 1,860 ล้านบาท
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะของการเข้ามาเก็งกำไรในทั้งภูมิภาคของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมองหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในขณะที่ ‘เงินลงทุนกำลังล้นโลก’ โดยเงินเหล่านี้ออกมาจากการอัดฉีดเม็ดเงินในหลายๆ ประเทศ เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติโควิด-19 นี้
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ก็ส่งผลให้แรงจูงใจที่เงินลงทุนเหล่านี้จะไหลเข้ามาลงทุนในไทย รวมถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ลดน้อยลง หรือเงินที่ไหลเข้ามาก่อนหน้านี้ ก็มีแนวโน้มจะไหลกลับไปเช่นกัน ขณะเดียวกันเมื่อลองพิจารณากองทุนประเภท Active Fund ขนาดใหญ่หลายๆ แห่ง พบว่า กองทุนเหล่านี้มีมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยต่ำกว่าภูมิภาคแทบทั้งสิ้น ด้วยสาเหตุสำคัญคือ มูลค่าที่แพงที่สุดในเอเชีย
“หากลองสังเกตในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่า เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐออกมาดี เงินดอลลาร์ก็มักจะเด้ง (แข็งค่าขึ้น) และการที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มขายออกมานี้ ก็สอดคล้องกับมุมมองก่อนหน้านี้ว่าฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้ามาเป็นเพียงเทรดดิ้งในระยะสั้น”
ในมุมกลับกัน แม้ตลาดหุ้นไทยจะไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับภูมิภาค แต่ในตลาดตราสารหนี้นั้น ไทยตอบโจทย์อย่างมาก เนื่องจากผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรไทยสูงมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ซึ่งเป็นผลจากอัตราเงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำ หรือติดลบในบางช่วง จึงเห็นเม็ดเงินไหลเข้าต่อเนื่อง และล่าสุดนี้ก็เข้ามาเพิ่มอีก 8 พันล้านบาท
โดยภาพรวม ณัฐชาต มองว่า การย่อตัวของดัชนีในช่วงนี้ไม่น่าจะหลุดลงไปต่ำกว่า 1,300 จุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืดมาตรการ Uptick ออกไปอีก 3 เดือน แต่สิ่งที่ต้องจับตาเพิ่มเติมคือ งบดุลของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ล่าสุด ที่ขยายตัวค่อนข้างต่ำมาก เป็นสัญญาณเตือนว่าเฟดอาจจะเริ่มเข้าซื้อสินทรัพย์ในวงเงินที่ลดลง ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสภาพคล่องที่ลดลง
ด้าน สุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย เชื่อว่า การปรับตัวลดลงของตลาดในช่วงนี้ไม่ได้เป็นการจบรอบ แต่เป็นเพียงการพักฐาน ซึ่งเป็นโอกาสในการเข้าสะสมในระยะถัดจากนี้ ด้วยแนวโน้มใหญ่ของโลกตอนนี้ คือ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ทำให้สินทรัพย์ต่างๆ ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) น่าจะโดดเด่นกว่าสินทรัพย์ในสหรัฐ
“สำหรับตลาดหุ้นไทยปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ามูลค่าค่อนข้างแพง และแนวโน้มการเติบโตก็ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ทำให้โอกาสที่ฟันด์โฟลว์จะไหลกลับเข้ามาอีกครั้ง ต้องรอให้ดัชนีปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยประเมินว่าจะอยู่ที่ราว 1,300 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ผลตอบแทนเริ่มน่าสนใจ”
หากดัชนีปรับลดลงไปอยู่ที่ราว 1,300 จุด ผลตอบแทนที่คาดหวังจากดัชนีเป้าหมาย (1,440 จุด) จะอยู่ที่ราว 10% และเมื่อรวมกับแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท ผลตอบแทนที่คาดหวังก็น่าจะอยู่ที่ราว 13% ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มน่าสนใจจะดึงดูดให้ฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้ามาได้
ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นที่มีแนวโน้มว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลัง ซึ่งจะเป็นผลจากความเชื่อมั่นที่มากขึ้นหากการทดสอบวัคซีนสำหรับโควิด-19 ประสบความสำเร็จ ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะได้รับผลบวกโดยตรง คือ กลุ่มท่องเที่ยว สินค้าโภคภัณฑ์ อสังหาริมทรัพย์ และธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ก.ค. นี้ น่าจะเริ่มทราบผลการทดสอบวัคซีน เฟส 2 ซึ่งเป็นการทดสอบกับมนุษย์ 300 ราย หากสำเร็จก็มีโอกาสจะเห็นตลาดกลับมาวิ่งขึ้นได้อีกครั้ง









