วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อีอีซีขอผ่อนปรนนักลงทุนเข้าประเทศ

อีอีซีเล็งขอผ่อนผันให้นักลงทุนต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ เพื่อให้สามารถเข้ามาทำธุรกิจในอีอีซีต่อได้ โดยจะหารือกับกระทรวงสาธารณสุขและนายกรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติในเรื่องดังกล่าว

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.)เปิดเผยภายหลังการประชุมกบอ.ครั้งที่ 3 ที่มีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานว่า ที่ประชุมได้อนุมัติแนวทางผ่อนปรนการเดินทางเข้าประเทศที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมในพื้นที่ อีอีซี โดยจะหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมการกบอ.ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่อขออนุมัติอีกครั้ง

ทั้งนี้ กลุ่มบุคลากรภาคธุรกิจในพื้นที่ อีอีซี จากประเทศญี่ปุ่น อาทิ หอการค้าประเทศญี่ปุ่น (Japanese Chamber of Commerce : JCC) และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ภาคธุรกิจจากสาธารณรัฐเกาหลี และประเทศอื่นที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม ได้ยื่นหนังสือถึงภาครัฐ ขอให้ผ่อนคลายการเดินทางเข้าประเทศ เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ รวมถึงการส่งช่างเทคนิค เข้ามาตรวจสอบซ่อมบำรุงเครื่องจักรในอุตสาหกรรม และเพื่อสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่ต่อเนื่อง

เขากล่าวว่า ขณะนี้ สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยและต่างประเทศปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลได้มีมาตรการผ่อนปรนในระยะต่างๆ ดังนั้น เพื่อรองรับบุคลากรภาคธุรกิจในพื้นที่ อีอีซี ในช่วงระยะการฟื้นตัวของประเทศ สกพอ. จึงมีแนวทางผ่อนปรนการเดินทางเข้าประเทศไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ สร้างภาคีเครือข่ายระหว่างองค์กร บุคลากรทางการแพทย์ในประเทศต้นทางกับสถานเอกอัครราชทูตไทย หรือสถานกงสุลใหญ่ จัดให้มีการตรวจและออกใบรับรองแพทย์ ที่ยืนยันว่าผู้เดินทางมีสุขภาพเหมาะสมกับการเดินทางทางอากาศ (Fit to Fly)

รวมทั้ง หารือกับกระทรวงสาธารณสุข พิจารณากำหนดประเทศต้นทาง และจำนวนบุคลากรที่จะอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศในแต่ละช่วงเวลา การกำหนดมาตรการกักกัน Flexible Alternative Quarantine ให้ผู้เดินทางเข้าประเทศสามารถทำภารกิจที่จำเป็นได้ และร่วมกันพิจารณาขึ้นทะเบียน สถานกักตัวทางเลือก Alternative State Quarantine เพิ่มเติมในพื้นที่ อีอีซี ที่บุคลากรในโรงพยาบาลเอกชนสามารถสื่อสารภาษากับประเทศต้นทางได้ เพื่ออำนวยความสะดวกยิ่งขึ้น

“มีบุคลากรอีกเป็นร้อยที่ต้องการเข้ามาทำงานในโครงการลงทุนอีอีซี เขาก็ขอให้เราผ่อนปรนการเดินทางเข้ามา เขาพร้อมที่จะปฏิบัติตัวตามเงื่อนไขเรา เช่น กักตัว 14 วัน แต่ขออยู่ในโรงแรมแถวสุขุมวิท และขอทำงานด้านเอกสารบ้าง ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆเขาพร้อมที่จะออกเองทั้งหมด”

นอกจากนี้ที่ประชุมยังรับทราบการดำเนินการช่วงสถานการณ์ภัยแล้งที่ผ่านมา โดย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน สกพอ. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน ได้ร่วมกันรองรับด้วยมาตรการเร่งด่วน 8 โครงการ ร่วมกับ 4 มาตรการเสริม อาทิ เติมน้ำให้อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จ.ระยอง โดยสูบผันน้ำจากท่อผันน้ำอ่างประแสร์- คลองใหญ่ เติมน้ำให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง โดยปันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแกด จ.จันทบุรี เติมน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี และขอความร่วมมือลดใช้น้ำจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ 10 %  ซึ่งช่วยให้พื้นที่อีอีซี ผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งได้ด้วยดี

โดยแนวนโยบายต่อไป รองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้มอบนโยบาย เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านน้ำ และรองรับภัยแล้งในปีต่อๆ ไป ได้แก่ วางแผนและบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอในฤดูแล้งหน้า ปี 2563/2564 เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำ และสูบกลับน้ำเพื่อเก็บน้ำให้มากที่สุด ภาคอุตสาหกรรมควรมีแหล่งน้ำของตนเอง ดำเนินการด้าน 3Rs และ CSR ต่อสังคม โครงการพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ ต้องมีแหล่งน้ำสำรอง และผลักดันการทำประปาหมู่บ้านไม่พึ่งแหล่งน้ำจากน้ำฝน ซึ่งมอบหมายให้ สทนช. ติดตามและเร่งรัดการพัฒนาแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำทุกภาคส่วน เพื่อทำให้พื้นที่อีอีซี เกิดความมั่นคงด้านน้ำ ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและการบริโภคอย่างยั่งยืน

ที่ประชุมยังรับทราบโครงการจัดหาพลังงานสะอาด (พลังงานแสงอาทิตย์) ในพื้นที่ อีอีซี โดยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เสนอโครงการพลังงานที่ใช้ในเมืองใหม่ รูปแบบพลังงานอัจฉริยะ (Smart Power Supply : SPS) ในลักษณะการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง หรือ Independent Power Supply (IPS) ซึ่งมอบหมายให้ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผลิตไฟฟ้าเพื่อส่งให้ กฟภ. รับซื้อ และส่งจำหน่ายสำหรับใช้ในเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ ส่วนอัตราค่าไฟฟ้าที่จะใช้ในเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ จะไม่สูงกว่าราคาไฟฟ้าทั่วไปที่ กฟภ. ขายให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น ๆ 

ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ อีอีซี ที่ประชุม กบอ. รับทราบการจัดทำแผนพัฒนาดังกล่าว เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรให้เทียบเท่ากลุ่มอุตสาหกรรมและบริการ แนวทางการพัฒนาภาคเกษตรในพื้นที่อีอีซี ได้แก่ 1.ใช้ความต้องการนำการผลิต 2. ยกระดับการตลาด-การแปรรูป-การเกษตร ด้วยเทคโนโลยีในทุกขั้นตอน 3. ให้ความสำคัญกับ 5 คลัสเตอร์ที่มีพื้นฐาน ทำได้ทันที ทั้งนี้ ได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ อีอีซี ที่มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน และมีผู้แทนจาก สกพอ. เป็นเลขานุการร่วม