ดัชนีหุ้นไทยเช้านี้เปิดตลาดที่ 1,297.03 จุด ลดลง 2.66 จุด กดดันจากกลุ่มพลังงาน โบรกคาดดัชนีแกว่งตัวออกข้างในระยะสั้น แนะเลือกหุ้นขนาดกลางที่งบไตรมาสแรกดีกว่าคาด
ดัชนีหุ้นไทยเช้านี้ (13 พ.ค.) เปิดการซื้อขายที่ 1,297.03 จุด ลดลง 2.66 จุด หรือ 0.2% จากวันก่อนหน้า โดยกลุ่มหุ้นที่กดดัชนีเช้านี้คือกลุ่มพลังงาน กดดัชนีราว 1.9 จุด ขณะที่กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นได้มากสุดจากการปรับตัวขึ้นของ บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) ราว 5% และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ก็ได้แรงหนุนจากหุ้น บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) ที่เพิ่มขึ้น 4%
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมิน ดัชนี SET จะชะลอความร้อนแรงและแกว่งตัวออกข้าง (Sideway) หลังจากเมื่อวานนี้ ดัชนีฯ ยังปรับขึ้นสวนทิศทางของตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในเอเชีย (ดีกว่าคาด) เพราะสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยดูดีกว่าประเทศหลักอื่นๆ
ขณะที่ปัจจัยแวดล้อมในวันนี้ยังคงเป็นกลางถึงลบเล็กน้อย ได้แก่ 1. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐานค่อนข้างแรง หลังจากหัวหน้านายแพทย์ทำเนียบขาว ออกมาเตือนว่าสหรัฐฯ อาจมีการติดเชื้อโควิด-19 รอบที่ 2 ที่รุนแรง หากรัฐต่างๆ ทำการเปิดเมืองและเปิดธุรกิจเร็วเกินไป ขณะที่ในฝั่งเอเชียนั้น นักลงทุนยังคงจับตาจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศจีนและประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่มีการติดเชื้อจำนวนมากในช่วงก่อนหน้านี้ และล่าสุดได้ทยอยเปิดเมืองไปแล้ว
2. การฟื้นตัวของ SET ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลให้มูลค่าของตลาดหุ้นค่อนข้างตึง ด้วย Forward P/E ปี 2563 สูงกว่า 18 เท่า ฝ่ายวิจัยจึงมองว่าทางขึ้นของดัชนีฯ จะมีจำกัด ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสที่จะแข็งกว่าตลาดหุ้นต่างประเทศต่อไป เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อในไทยยังเป็นเลขตัวเดียว และมีแนวโน้มที่ ศบค. จะผ่อนคลายมาตรการในเฟส 2 ที่จะเริ่มขึ้นในสุดสัปดาห์นี้
โดยสรุปฝ่ายวิจัยมอง SET ในช่วงสั้น จะขึ้นได้ไม่มากแต่ไม่ลงแรงเช่นกัน (มองแกว่งตัวในกรอบ) ซึ่งน่าจะเอื้อให้หุ้นขนาดกลางมีความโดดเด่นมากขึ้นโดยเฉพาะหุ้นที่รายงานกำไรไตรมาส 1/2563 ดีกว่าคาด และหุ้นที่เชื่อมโยงกับธีมการทยอยผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มต่างๆ






