ศูนย์วิเคราห์เศรษฐกิจ “ทีเอ็มบี”แนะธุรกิจรายใหญ่ช่วยเหลือเอสเอ็มอีด้านสภาพคล่อง เปลี่ยนรูปจ่ายเงินจากเครดิตเทอม -เจ้าหนี้ทางการค้า เป็นจ่ายเงินสดแทน เผยโมเดล “รายใหญ่ช่วยรายเล็ก”ช่วยเม็ดเงินหมุนเวียนเร็วขึ้น 1.1 หมื่นล้านบาทต่อวัน
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือTMB Analytics ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า การวิเคราะห์แนวทางช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด พบว่าธุรกิจรายใหญ่สามารถอัดฉีดสภาพคล่องให้เอสเอ็มอีได้ ด้วยโมเดล “รายใหญ่ช่วยรายเล็ก” หนุนเม็ดเงินหมุนเวียนไหลเข้าเร็วขึ้นเฉลี่ย 1.1 หมื่นล้านบาทต่อวัน เพิ่มเติมจากที่ได้รับการเยียวยาจากมาตรการภาครัฐและสถาบันการเงินเพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีอยู่รอดรักษาการจ้างงานที่มีอยู่เกือบ 12 ล้านคนทั่วประเทศ
ทั้งนี้ เอสเอ็มอีมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านการผลิต เป็นแหล่งผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลาย ที่สำคัญเป็นฐานผลิตสินค้าขั้นกลางป้อนธุรกิจรายใหญ่ในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมส่งออกสอดคล้องกับผลผลิตจากเอสเอ็มอี คิดเป็น 42.4% ของผลผลิตรวม หรือ จีดีพี
สำหรับมาตรการการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องเอสเอ็มอี หลักๆ เป็นการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารรัฐ และล่าสุดคือการออกพ.ร.ก.ปล่อยกู้ 5 แสนล้าน อย่างไรก็ตามTMB Analytics มองกลไกความช่วยเหลือที่เกิดจากผู้ประกอบการด้วยกันเองในซัพพลายเชน เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้สภาพคล่องเอสเอ็มอีดีขึ้นได้ โดยใช้โมเดล “รายใหญ่ช่วยรายเล็ก”
โดยธุรกิจรายใหญ่ทั้งภาคการผลิต ภาคการค้า หรือภาคบริการ ล้วนมีซัพพลายเออร์ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอั ซึ่งการจ่ายเงินแบบมีระยะเวลาการจ่าย (Credit Term) หรือเป็นเจ้าหนี้การค้าของธุรกิจ (Account Payable) แทนการจ่ายสดทันทีที่ได้รับสินค้า หากรายใหญ่ในทุกภาคเปลี่ยนจากจ่ายเชื่อเป็นจ่ายสดให้เร็วขึ้นจะช่วยเอสเอ็มอีได้
จากข้อมูลงบการเงินธุรกิจ พบว่าเจ้าหนี้การค้าของธุรกิจรายใหญ่รวมกันอยู่ที่ 4 ล้านล้านบาท หากธุรกิจรายใหญ่จ่ายเป็นเงินสดให้ลูกค้ารายเล็กเร็วขึ้น 1 วัน จะทำให้เอสเอ็มอีมีเงินสดหมุนเวียนในธุรกิจในภาพรวมถึง 1.1 หมื่นล้านบาทต่อวันหรือราว3,500 บาทต่อราย โดยภาคการผลิตได้รับเร็วขึ้น 8,717 บาทต่อคนต่อวัน ภาคการค้า อยู่ที่ 2,466 บาทต่อคนต่อวัน และภาคบริการ 1,543 บาทต่อคนต่อวัน
“ โมเดลนี้จะช่วยทำให้เอสเอ็มอีได้รับเงินสดเร็วขึ้นกว่าปกติ เพื่อนำไปใช้ในการหมุนเวียนและเป็นสภาพคล่องในธุรกิจ เพื่อให้อยู่รอดสามารถรักษาการจ้างงานได้ต่อไป และพร้อมที่จะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น”






