“สนธิรัตน์” ลุยลดภาระค่าไฟฟ้า เผย ปตท.เริ่มเจรจาลดซื้อก๊าซฯในอ่าวไทย เชื่อไม่กระทบสัญญาขั้นต่ำ ด้าน ปตท.ลุยนำเข้าแอลเอ็นจี ตลาดจร วางแผนปีนี้11 ลำ ปริมาณ 6.6 แสนตัน หวังเกลี่ยค่าไฟลง 1.5 สตางค์ต่อหน่วย
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงาน ติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างใกล้ชิดทั้งน้ำมันและไฟฟ้า เพื่อดูแลภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยในส่วนของค่าไฟฟ้า ได้พิจารณาไปถึงต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติ ที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าสัดส่วน 50-60% ซึ่งปัจจุบับ พบว่า ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)ในรูปแบบตลาดจร(Spot) มีต้นทุนต่ำมากและต่ำกว่าต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากอ่าวไทย
โดยในช่วงที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือ PTT ศึกษาการนำเข้าแอลเอ็นจี Spot เพื่อนำมาถัวเฉลี่ยต้นทุนราคาก๊าซในประเทศให้ถูกลง และล่าสุด ได้รับรายงานว่า ปตท.ได้เริ่มการนำเข้าแอลเอ็นจีแล้ว ซึ่งก็เป็นอีกแนวทางที่จะช่วยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าในอนาคตลดต่ำลง
ส่วนก๊าซฯในอ่าวไทย ที่มีคุณสมบัติเป็นก๊าซเปียกคุณภาพดี ได้มอบหมายให้ ปตท.วางแนวทางบริหารจัดการ เพื่อให้สามารถใช้ได้ในระยะยาวสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ และยังช่วยให้เกิดการจ้างงานในภาพรวมด้วย
นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปตท. ได้ทำแผนเตรียมนำเข้าแอลเอ็นจี สัญญาตลาดจร เสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)แล้ว รวมถึง ได้เจรจาลดการซื้อก๊าซฯจากแหล่งในอ่าวไทยและเมียนมาร์ ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ซึ่งนำเข้าแอลเอ็นจี สัญญาตลาดจร จะไม่ให้กระทบต่อการสั่งซื้อตามสัญญา (DCQ ;Daily Contract Quantity) เพราะการบริหารสัญญาจะดูทั้งปี และไม่ทำให้เกิดปัญหาไม่ซื้อก็ต้องจ่าย (TAKE OR PAY ) โดยจะบริหารจัดการการนำเข้าแอลเอ็นจี ตามสัญญาระยะยาว 5.2 ล้านตันต่อปีให้เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ปตท. เตรียมนำเข้าแอลเอ็นจี รูปแบบตลาดจร 4 ลำ ลำละ 6 หมื่นตันในปีนี้ โดยเริ่มนำเข้า มาแล้ว 1 ลำ และอีก 3 ลำ จะนำเข้าช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. นี้ ราคาอยู่ที่ประมาณ 3 ดอลลลาร์ต่อล้านบีทียู ซึ่งถือว่าถูกกว่าราคาก๊าซฯในอ่าวไทยและการซื้อก๊าซฯจากเมียนมาร์ในปัจจุบัน ที่ราคาผูกกับราคาน้ำมันเตาย้อนหลัง 6-12 เดือน
ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่มีผลกระทบต่อความต้องการใช้ก๊าซฯ เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากกลุ่มบ้านอยู่อาศัยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาก ตามนโยบาย “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” แต่ความต้องการใช้ก๊าซฯในภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจบางกลุ่ม ที่ต้องปิดกิจการชั่วคราวจากการปิดพื้นที่เสี่ยงเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ลดลง และส่วนหนึ่งเกิดจากการหันไปใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นที่มีราคาถูกกว่าก๊าซฯแทน เช่น น้ำมัน ที่ปัจจุบันราคาถูกลงมาก
แหล่งข่าวจากสำนักงาน กกพ. ระบุว่า ปตท.รายงานว่า เตรียมนำเข้าแอลเอ็นจี สัญญาตลาดจร 11 ลำเรือ ในปีนี้ รวม 6.6 แสนตัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า 1.5 สตางค์ต่อหน่วย หรือทำให้ประเทศประหยัดไป4 พันล้านบาท โดย แอลเอ็นจี ที่ ปตท.นำเข้าจะสามารถผสมก๊าซฯให้มีคุณสมบัติเหมาะสมทั้งการผลิตไฟฟ้า และภาคอุตสาหกรรม ส่วนจะนำเข้าได้ตามแผนหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศลดลงในระดับใด
โดยเบื้องต้น กระทรวงพลังงาน ประเมินว่า ความต้องการใช้ก๊าซฯปลายปีนี้ จะลดลงจากแผนเดิม12% หรือ ราว 557 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขณะที่ ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ ไตรมาส 1 ปีนี้ อยู่ที่ระดับ 4,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คงที่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
รายงานข่าวแจ้งว่า ล่าสุดเมื่อ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(Liquefied Natural Gas : LNG)แบบตลาดจร(Spot)จำนวน65,000ตัน ลำเรือที่2จาก บริษัท PETRONAS LNG ถึงท่าเทียบเรือ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัดอ.มาบตาพุด จ.ระยอง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งLNGล็อตนี้ กฟผ.จะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าผ่านสถานีเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติของPTT LNGและระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ปตท. (PTT TSO) ส่งไปยังโรงไฟฟ้าบางปะกง ,โรงไฟฟ้าวังน้อย และ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ เพื่อผลิตไฟฟ้าเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศ









