วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สนธิรัตน์' หันนำเข้าแอลเอ็นจี หวังช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า

 “สนธิรัตน์” ลุยลดภาระค่าไฟฟ้า เผย ปตท.เริ่มเจรจาลดซื้อก๊าซฯในอ่าวไทย เชื่อไม่กระทบสัญญาขั้นต่ำ ด้าน ปตท.ลุยนำเข้าแอลเอ็นจี ตลาดจร วางแผนปีนี้11 ลำ ปริมาณ 6.6 แสนตัน หวังเกลี่ยค่าไฟลง 1.5 สตางค์ต่อหน่วย

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงาน ติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างใกล้ชิดทั้งน้ำมันและไฟฟ้า เพื่อดูแลภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยในส่วนของค่าไฟฟ้า ได้พิจารณาไปถึงต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติ ที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าสัดส่วน 50-60% ซึ่งปัจจุบับ พบว่า ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)ในรูปแบบตลาดจร(Spot) มีต้นทุนต่ำมากและต่ำกว่าต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากอ่าวไทย

โดยในช่วงที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือ PTT ศึกษาการนำเข้าแอลเอ็นจี Spot เพื่อนำมาถัวเฉลี่ยต้นทุนราคาก๊าซในประเทศให้ถูกลง และล่าสุด ได้รับรายงานว่า ปตท.ได้เริ่มการนำเข้าแอลเอ็นจีแล้ว ซึ่งก็เป็นอีกแนวทางที่จะช่วยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าในอนาคตลดต่ำลง

ส่วนก๊าซฯในอ่าวไทย ที่มีคุณสมบัติเป็นก๊าซเปียกคุณภาพดี ได้มอบหมายให้ ปตท.วางแนวทางบริหารจัดการ เพื่อให้สามารถใช้ได้ในระยะยาวสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ และยังช่วยให้เกิดการจ้างงานในภาพรวมด้วย

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปตท. ได้ทำแผนเตรียมนำเข้าแอลเอ็นจี สัญญาตลาดจร เสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)แล้ว รวมถึง ได้เจรจาลดการซื้อก๊าซฯจากแหล่งในอ่าวไทยและเมียนมาร์ ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ซึ่งนำเข้าแอลเอ็นจี สัญญาตลาดจร จะไม่ให้กระทบต่อการสั่งซื้อตามสัญญา (DCQ ;Daily Contract Quantity) เพราะการบริหารสัญญาจะดูทั้งปี และไม่ทำให้เกิดปัญหาไม่ซื้อก็ต้องจ่าย (TAKE OR PAY ) โดยจะบริหารจัดการการนำเข้าแอลเอ็นจี ตามสัญญาระยะยาว 5.2 ล้านตันต่อปีให้เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ปตท. เตรียมนำเข้าแอลเอ็นจี รูปแบบตลาดจร 4 ลำ ลำละ 6 หมื่นตันในปีนี้ โดยเริ่มนำเข้า มาแล้ว 1 ลำ และอีก 3 ลำ จะนำเข้าช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. นี้ ราคาอยู่ที่ประมาณ 3 ดอลลลาร์ต่อล้านบีทียู ซึ่งถือว่าถูกกว่าราคาก๊าซฯในอ่าวไทยและการซื้อก๊าซฯจากเมียนมาร์ในปัจจุบัน ที่ราคาผูกกับราคาน้ำมันเตาย้อนหลัง 6-12 เดือน

ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่มีผลกระทบต่อความต้องการใช้ก๊าซฯ เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากกลุ่มบ้านอยู่อาศัยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาก ตามนโยบาย “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” แต่ความต้องการใช้ก๊าซฯในภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจบางกลุ่ม ที่ต้องปิดกิจการชั่วคราวจากการปิดพื้นที่เสี่ยงเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ลดลง และส่วนหนึ่งเกิดจากการหันไปใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นที่มีราคาถูกกว่าก๊าซฯแทน เช่น น้ำมัน ที่ปัจจุบันราคาถูกลงมาก

แหล่งข่าวจากสำนักงาน กกพ. ระบุว่า ปตท.รายงานว่า เตรียมนำเข้าแอลเอ็นจี สัญญาตลาดจร 11 ลำเรือ ในปีนี้ รวม 6.6 แสนตัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า 1.5 สตางค์ต่อหน่วย หรือทำให้ประเทศประหยัดไป4 พันล้านบาท โดย แอลเอ็นจี ที่ ปตท.นำเข้าจะสามารถผสมก๊าซฯให้มีคุณสมบัติเหมาะสมทั้งการผลิตไฟฟ้า และภาคอุตสาหกรรม ส่วนจะนำเข้าได้ตามแผนหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศลดลงในระดับใด

โดยเบื้องต้น กระทรวงพลังงาน ประเมินว่า ความต้องการใช้ก๊าซฯปลายปีนี้ จะลดลงจากแผนเดิม12% หรือ ราว 557 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขณะที่ ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ ไตรมาส 1 ปีนี้ อยู่ที่ระดับ 4,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คงที่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

รายงานข่าวแจ้งว่า ล่าสุดเมื่อ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(Liquefied Natural Gas : LNG)แบบตลาดจร(Spot)จำนวน65,000ตัน ลำเรือที่2จาก บริษัท PETRONAS LNG ถึงท่าเทียบเรือ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัดอ.มาบตาพุด จ.ระยอง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งLNGล็อตนี้ กฟผ.จะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าผ่านสถานีเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติของPTT LNGและระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ปตท. (PTT TSO) ส่งไปยังโรงไฟฟ้าบางปะกง ,โรงไฟฟ้าวังน้อย และ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ เพื่อผลิตไฟฟ้าเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศ