หลังจากปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ บิ๊กไทยแอร์เอเชีย ได้เป็นตัวแทนยื่นหนังสือถึงกระทรวงการคลังขอให้พิจารณามาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ(ซอฟท์โลน) ระยะยาวเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบิน 7 รายจากวิกฤติโควิด-19 เป็นวงเงิน1.6หมื่นล้านบาท
ล่าสุดได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลังอีกครั้งเพื่อขอให้เร่งรัดการพิจารณาโดยเร็วที่สุด พร้อมปรับขอวงเงินซอฟท์โลนเพิ่มเป็น 2.4 หมื่นล้านบาทแก่ผู้ประกอบการสายการบิน 8 ราย ได้แก่ ไทยแอร์เอเชีย ไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ ไทยไลอ้อนแอร์ บางกอกแอร์เวย์ส ไทยสมายล์ ไทยเวียตเจ็ท นกแอร์ และนกสกู๊ตที่ตัดสินใจขอยื่นวงเงินกู้เพิ่มเติมโดยขอผ่อนชำระที่อัตราดอกเบี้ย 2% เป็นระยะเวลา 60 เดือนหรือ 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกเดือน ม.ค.2564 เป็นต้นไป
“สิ่งที่เราได้ย้ำถึงกระทรวงการคลังคือการขอความชัดเจนและความรวดเร็วในการพิจารณาวงเงินกู้ 2.4 หมื่นล้านบาทให้เร็วที่สุด เพราะสถานการณ์ล่าสุดของธุรกิจสายการบินในไทยส่วนใหญ่ตอนนี้ หมดเดือน เม.ย.นี้ไปก็แย่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องสภาพคล่องที่ไม่ค่อยแข็งแรง โดยทางกระทรวงการคลังก็ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติม แสดงว่าน่าจะอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการช่วยเหลือทางการเงินนี้แก่ทั้ง 8 สายการบิน” ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ผู้ถือหุ้นใหญ่ของสายการบินไทยแอร์เอเชียกล่าว
ตอนนี้ผู้ประกอบการทั้ง 8 สายการบินเองก็เน้นเรื่องดูแลพนักงานเป็นหลัก เพราะรัฐบาลย้ำนักย้ำหนาว่าไม่อยากให้คนตกงาน โดยพยายามประคองการจ้างงานซึ่งปัจจุบันมีลูกจ้างรวมกันเกือบ 5 หมื่นคนในภาวะที่ไม่มีรายได้เลย นับว่าเป็นเรื่องยากมากๆ ทำให้มีข่าวบางสายการบินจำเป็นต้องเลิกจ้างพนักงานบางส่วน แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการขอเงินกู้ซอฟท์โลนก้อนนี้จากรัฐบาล หลังธุรกิจสายการบินได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นวิกฤติรุนแรงที่สุดและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!
ธรรศพลฐ์ เล่าเพิ่มเติมในมุมเครือแอร์เอเชียในไทยว่า สำหรับการกลับมาให้บริการเส้นทางบินในประเทศตามกำหนดเดิมวันที่ 1 พ.ค.นี้ ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ในหลายๆ จังหวัดซึ่งยังประกาศล็อคดาวน์อยู่ และยังไม่มีการผ่อนปรน จึงต้องการความชัดเจนจากภาครัฐว่าจะให้สายการบินเริ่มทำการบินเมื่อไร
“เพราะเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เมื่อเปิดบินแล้ว มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม แล้วสายการบินถูกมองว่ามีส่วนในการแพร่กระจายเชื้อ เพราะฉะนั้นจะต้องไปด้วยนโยบายชาติว่าจะเริ่มผ่อนคลายเมื่อไรและอย่างไร เช่น อาจจะให้สายการบินเริ่มบินเบื้องต้น 30% หรือ 50% ก่อน แล้วค่อยบินเต็ม 100% ในเดือน ต.ค.นี้ วางเป็นกรอบแนวทางชัดเจนให้สายการบินได้ปฏิบัติตาม”
โดยขณะนี้ไทยแอร์เอเชียได้เริ่มเปิดขายตั๋วเส้นทางบินในประเทศเป็นบางเส้นทางและบางเที่ยวบินสำหรับเดินทางตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เป็นต้นไปแล้ว หากไม่ติดข้อจำกัดการเดินทางใด ก็น่าจะให้บริการได้ ส่วนเส้นทางบินระหว่างประเทศ ยังต้องรอติดตามว่าสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) รวมถึงฝั่งต่างประเทศว่าจะปลดล็อคหรือผ่อนปรนเมื่อใด เพราะตอนนี้ประเทศรอบข้างไทยก็ล็อคดาวน์หมดเลย
ทั้งนี้มองด้วยว่าระหว่างที่รอวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 พฤติกรรมผู้โดยสารก็จะเปลี่ยนไป อย่างไทยแอร์เอเชียเอง เมื่อกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ต้องขายที่นั่งแบบ “ที่เว้นที่” ทำให้ปริมาณที่นั่งที่เปิดขายได้จริงหายไป 30% ของที่นั่งบนเครื่องบินทั้งหมด ส่งผลให้ต้องปรับราคาตั๋วขึ้นบางส่วนประมาณ 10-15% เพื่อนำมาชดเชยรายได้จากที่นั่งที่หายไปบางส่วน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนราคาน้ำมันด้วย
ส่วนการกลับมาสู่ภาวะปกติที่ผู้โดยสารสามารถนั่งติดกันได้เหมือนเดิมนั้น ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าเมื่อใด และจะมีความไว้วางใจกันขนาดไหน โดยอาจจะต้องมีนโยบายให้ผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัยขึ้นเครื่องบินทุกครั้ง พร้อมติดตามเทรนด์การเดินทางของโลกว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเพิ่มเติม
“พฤติกรรมของผู้คนหลังจบโควิด-19 เปลี่ยนไปแน่นอน ไม่ใช่เฉพาะธุรกิจสายการบิน แต่รวมถึงธุรกิจอื่นๆ เช่น ร้านอาหาร อาจจะต้องเพิ่มพื้นที่ว่าง ขยับโต๊ะให้ห่างกัน หรือแม้แต่โรงภาพยนตร์ก็อาจจะต้องกำหนดให้นั่งที่เว้นที่เหมือนกัน คงเป็นในลักษณะเว้นระยะห่างทางสังคมหรือ Social Distancing สักพัก แต่จะกลับมาใช้ชีวิตกันได้เหมือนเดิม ก็คงต้องรอให้มีวัคซีนก่อน ถึงจะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้”
ทั้งนี้ไทยแอร์เอเชียและไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ได้เตรียมแผนหลังจบโควิด-19 พร้อมร่วมมือกับภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อนำนักท่องเที่ยวกลับมาเมื่อตลาดเป้าหมายกลับมาเปิดประเทศแน่นอนว่ายังคงต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดระยะใกล้ที่ต้องทำตลาดอย่างหนักและคาดว่าน่าจะฟื้นตัวเร็ว อีกหนึ่งข้อดีคือค่าเงินบาทในช่วงนี้ได้อ่อนค่าลง ไม่ได้แข็งค่ามากเหมือนปีที่แล้ว ก็น่าจะช่วยจูงใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเที่ยวไทยได้อีกครั้ง!









