ผลประกอบการ 1Q63: ไส้ในมีทังดีและแย่ปนกันไป
Event
กำไรสุทธิของ TMB ใน 1Q63 อยู่ที่ 4.2 พันล้านบาท (+158% QoQ และ +164% YoY) ดีกว่าประมาณการของเรา 16% และดีกว่า consensus 39%
lmpact
บริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน และ margin ได้ดี
TMB บริหารจัดการโครงกสร้างต้นทุนด้วยการเพิ่มเงินฝากแบบ hybrid ด้วยเงินฝากต้นทุนต่ำ ส่งผลให้ต้นทุนเงินฝากลดลงเหลือ 1.29% ใน 1Q63 (จาก 1.51% ใน 4Q62) โดยสัดส่วนของเงินฝากแบบ hybrid เพิ่มขึ้นเป็น 42% ใน 1Q63 (จาก 39% ใน 4Q62) ทั้งนี้ นอกจากต้นทุนค่าประกันเงินฝาก (DPA) จะลดลงแล้ว รายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตาม EIR 20bps ยังช่วยให้ NIM เพิ่มขึ้นประมาณ 50bps QoQ.
คุณภาพสินทรัพย์อ่อนแอลง
Gross NPL เพิ่มขึ้น 17% QoQ และ 102% YoY (เพราะมีการรวมผลการดำเนินงานของ Tbank เต็มไตรมาส) เราคิดว่า NPL ที่เพิ่มขึ้นนี้น่าเป็นห่วง เพราะธนาคารขาย NPL ออกไปแล้ว 2.8 พันล้านบาท และ write-off NPLไปแล้วอีก 2.4 พันล้านบาท ในขณะที่ตั้งสำรอง 4.7 พันล้านบาท คิดเป็น credit cost ที่ 135bps โดยได้รวมการตั้งสำรองพิเศษสำหรับการด้อยค่าของสินเชื่อในกลุ่ม H/P จาก Chevrolet ไว้แล้วเราคิดว่าค่าใช้จ่ายพิเศษก้อนนี้ต่ำเกินไปเพราะคิดเป็นสัดส่วนแค่ 0.2% ของยอดสินเชื่อ H/P คงค้างเท่านั้น นอกจากนี้ NPL ที่เพิ่มขึ้น และสำรองที่ต่ำเกินไปยังฉุดให้สัดส่วน NPL coverage ลดลงเหลือแค่ 106% (จาก 120% ใน 4Q62)
ผลประกอบการอาจจะอ่อนแอลงในระยะต่อไป
ผู้บริหารคาดว่าคุณภาพสินทรัพย์น่าจะแย่ลงใน 2Q63 เนื่องจากลูกหนี้ส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดยังไม่ได้แสดงอาการใน 1Q63 ในขณะที่การผ่อนคลายภาระหนี้ และลูกหนี้บางรายผิดนัดชำระหนี้อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อคุณภาพสินทรัพย์ ดังนั้นเราจึงเป็นห่วงว่าสัดส่วน NPL coverage
ที่ต่ำอาจจะกดดันให้ธนาคารต้องกำหนด credit cost เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
Valuation & Action
กำไรสุทธิใน 1Q63 คิดเป็น 40% ของประมาณการกำไรปีนี้ของเรา ซึ่งสะท้อนถึงโมเมนตั้มที่อ่อนแอลงไปเรียบร้อยแล้ว แต่เราคาดว่าการดำเนินงานของ TMB จะยังมีกำไรอยู่ ซึ่งจากระดับ P/BV ที่ 0.4x และ P/E ที่ 8.6x ในปัจจุบัน เรามองว่าราคาหุ้นมี downside จำกัด และเป็นโอกาสให้เข้าเก็งกำไรได้
Risks
NPL เพิ่มขึ้นทำให้ต้องกันสำรองเพิ่ม และ NIM ลดลงจากการลดดอกเบี้ยรอบใหม่.









