ดูเหมือนว่า "สงครามราคาน้ำมัน" ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา จะดำเนินมาถึง "จุดจบ" ได้ในที่สุด หลังจากที่กลุ่มผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลกอย่าง "โอเปค"และ "กลุ่มประเทศพันธมิตร" ผู้ค้าน้ำมันรายอื่นๆ สามารถตกลงลดกำลังการผลิตอย่างเป็นทางการที่ 9.7 ล้านบาร์เรล
ในส่วนของประเทศผู้ค้าน้ำมันนอกกลุ่มพันธมิตร โดยเฉพาะรายใหญ่อย่างสหรัฐ แคนาดา และบราซิล คาดว่าจะช่วยกันลดกำลังการผลิตลงได้อีก 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดิบเบรนท์ วานนี้ (13 เม.ย.) ค่อนข้างผันผวนในกรอบแคบ โดยมีทั้งช่วงบวกและลบสลับกันระหว่างวันอยู่ในบริเวณ 31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยจุดต่ำสุดในช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เช่นเดียวกันกับราคาหุ้นในกลุ่มน้ำมันกลับไม่ได้ตอบสนองเชิงบวกต่อประเด็นดังกล่าวเท่าใดนัก โดยหุ้นอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ปิดที่ 35.75 บาท ลดลง 0.69% บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ปิดที่ 79.50 บาท ลดลง 0.31% ขณะที่ภาพรวมของหุ้นกลุ่มพลังงานของไทยก็ปรับตัวลดลง 0.23%
ด้าน นายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย มองว่า ราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันปรับขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้จากความคาดหวังที่มีต่อการลดกำลังการผลิตของเหล่าผู้ผลิตน้ำมัน ทำให้เมื่อผลการเจรจาออกมาและไม่ได้มีประเด็นที่เหนือไปกว่าคาด ส่งผลให้ราคาหุ้นในกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะแกว่งตัวออกข้างในระยะถัดไป ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาสแรกมีแนวโน้มค่อนข้างแย่จากรายการขาดทุนสต๊อกน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวเชื่อว่าราคาน้ำมันจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น หากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันยังคงปรับลดกำลังการผลิต และความต้องการใช้กลับมาเพิ่มสูงขึ้น หากสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลายลงได้
“สาเหตุสำคัญที่ราคาน้ำมันดิบและราคาหุ้นพลังงานในระยะสั้นไม่ได้ตอบรับกับผลการเจรจาดังกล่าว เนื่องจากการผลิตน้ำมันจนถึงสิ้นเดือนนี้จะยังคงเป็นไปตามปกติ โดยกลุ่มโอเปคและพันธมิตรจะเริ่มลดในเดือน พ.ค. ถึงเดือน มิ.ย. หากโควิด-19 ไม่ดีขึ้นภายใน 2 เดือน ก็มีโอกาสที่ oversupply จะเพิ่มสูงขึ้นอีก"
ขณะที่ กลุ่มนอกโอเปคแม้จะมีการพูดว่าจะปรับลดกำลังการผลิต แต่จุดอ่อนสำคัญคือไม่ได้มีการทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการ และไม่ได้กำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนไว้ และโดยภาพรวมด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้หายไป 25 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ส่วนที่ตกลงกันว่าจะลดล่าสุดนี้ยังแค่เพียง 14.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ภาวะ oversupply ยังคงอยู่
ด้าน บล.เอเซียพลัส ระบุว่า โดยรวมการปรับลดการผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งในและนอกโอเปคในรอบนี้จะลดลงรวมราว 14.7 ล้านบาร์เรล/วันหรือ 14.7% ของการผลิตน้ำมันทั่วโลก โดยฝ่ายวิจัยมีมุมมอง "เชิงบวก" เนื่องจากการตกลงกันได้ของกลุ่มผู้ผลิตทำให้สงครามน้ำมันจบลง และจะช่วยจำกัดให้ราคาน้ำมันดิบโลกไม่ปรับฐานลงไปแรงแต่ยังให้น้ำหนักที่ต้องติดตามในอนาคตว่าโอเปคและกลุ่มประเทศพันธมิตรจะปฎิบัติตามข้อตกลงได้หรือไม่
สำหรับการลงทุนในระยะยาว ยังแนะนำหาจังหวะเข้าลงทุน PTTEP และ PTT เมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว โดยให้ราคาเหมาะสมที่ 110 บาท และ 42 บาท ตามลำดับ
นอกจากนี้ ยังต้องติดตาม การใช้น้ำมันของเดือน พ.ค. จะกลับขึ้นมาดีกว่าเดือน เม.ย. ได้หรือไม่ โดยประเด็นที่จะช่วยให้การใช้นำมันสูงขึ้นคือ การผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง (Lock Down)
ขณะที่ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า ข้อตกลงของกลุ่มโอเปคและพันธมิตรดังกล่าว เป็นการยืนยันจุดต่ำสุดของราคาน้ำมันดิบรอบนี้ไปแล้วที่ ประเมินว่าแนวโน้มของราคาน้ำมันมีโอกาสแบนราบมากขึ้นหลังแนวโน้มต้นทุนในการเก็บรักษามีโอกาสปรับตัวลดลง จากแนวโน้มซัพพลายส่วนเกินที่ลดลงนี้ อย่างไรก็ดี ในส่วนของราคา Spot คาดว่าหลังจากหมดข่าวดีในรอบนี้แล้ว จะผันแปรไปตามอุปสงค์จริงในตลาดมากขึ้น
ทั้งนี้ มองกรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในช่วงไตรมาส 2 ที่ 33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังคงแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มน้ำมันและก๊าซต่อไป หลังข่าวดีถูกรับรู้ไปในราคาหุ้นพอสมควรแล้ว









