วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ทร.-บีบีเอส”จบดีลอู่ตะเภา นัดเซ็นสัญญาลงทุน พ.ค.นี้

บอร์ดเมืองการบิน เปิดข้อเสนอพิเศษ “บีบีเอส” ยันแผนธุรกิจไม่ขัดเงื่อนไขRFP ระบุเตรียมแบ่งเฟสพัฒนาส่วนแรกลุยเทอร์มินัล 3 รองรับผู้โดยสาร 16 ล้านคน พร้อมสร้างโรงแรม คลังสินค้า และพื้นที่เชิงพาณิชย์

รายงานข่าวจากคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการคัดเลือกฯ ที่มี พล.ร.อ. ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการกองทัพเรือ เป็นประธาน ได้เปิดซองข้อเสนอที่ 4 ข้อเสนอพิเศษ ของกลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอส ซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอที่เสนอเงินประกันรายได้ขั้นต่ำเป็นผลตอบแทนให้แก่รัฐดีที่สุด

สำหรับข้อเสนอซอง 4 มีหลายประเด็น เช่น การตั้งศูนย์การแพทย์และอุปกรณ์การแพทย์ให้กองทัพเรือ การสร้างสวนสาธารณะภายในเมืองการบิน การจ้างงานครอบครัวบุคลากรกองทัพเรือ โดยกำหนดให้บีบีเอสนัดเวลาลงนามในเดือน พ.ค.นี้

“ตอนนี้ข้อเสนอของกลุ่มบีบีเอสถือว่าผ่านการพิจารณาไปหมดแล้ว ไม่มีส่วนใดขัดกับข้อเสนอใน RFP เพราะคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้พิจารณาและส่งร่างสัญญาให้อัยการตรวจสอบแล้ว วันนี้เราจึงมาเปิดซอง 4 เพื่อดูข้อเสนอพิเศษ ดังนั้นวันนี้ยืนยันได้ว่าโครงการเมืองการบินกำลังเดินหน้า และข้อเสนอแผนธุรกิจของเอกชนก็มีความเป็นไปได้ ส่วนเรื่องผลตอบแทนที่เสนอมา 3 แสนล้านบาทนั้น เอกชนสามารถทยอยจ่ายได้”

สำหรับแผนพัฒนาโครงการที่ทางกลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอสเสนอ เบื้องต้นพบว่าแบ่งระยะการพัฒนาออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 มีแผนสร้างอาคารผู้โดยสารรองรับปริมาณผู้โดยสาร 16 ล้านคนต่อปี ซึ่งมากกว่าที่เอกสารยื่นข้อเสนอโครงการ (RFP) กำหนดให้รองรับไม่ต่ำกว่า 12 ล้านคนต่อปี รวมทั้งจะพัฒนาโรงแรม คลังสินค้า และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ในรูปแบบของ Business area ส่วนระยะที่ 2 พบว่าจะมีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารเพิ่มเติมอีก 1 อาคาร เป็นต้น

อย่างไรก็ดี เมื่อมีการลงนามสัญญาแล้ว กองทัพเรือ (ทร.) ในฐานะหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ จะส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนทันที ครบทั้ง 6.5 พันไร่ เพื่อ เริ่มพัฒนาโครงการได้ทันทีตามที่วางแผนไว้ โดยบีบีเอสจะแบ่งระยะพัฒนาอย่างไรก็ได้ แต่จะได้สิทธิพัฒนาและให้บริการเป็นระยะเวลา 50 ปี รวมทั้งสามารถจัดหาพันธมิตรเข้ามาช่วยธุรกิจเพิ่มเติมได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้บริหารสนามบิน ตามที่บีบีเอสเสนอมา คือ นาริตะ อินเตอร์เนชันแนล แอร์พอร์ต คอร์เปอเรชั่น (NAA)

ขณะที่ขอบเขตของโครงการฯ ตามกำหนดใน RFP ระบุว่า พื้นที่โครงการรวม 6.5 พันไร่ จะต้องมีการออกแบบและก่อสร้าง และการให้บริการและการซ่อมบำรุงรักษา มีรายละเอียดประกอบไปด้วย การออกแบบและก่อสร้างทางวิ่ง ทางขับ และระบบที่เกี่ยวข้องในสนามบินอู่ตะเภา สำหรับการขึ้นลงอากาศยาน แบ่งเป็น การก่อสร้างทางขับที่เกี่ยวเนื่องกับทางวิ่งที่ 1 เพิ่มเติม และระบบที่เกี่ยวข้อง การก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 ลานจอดอากาศยาน และระบบไฟฟ้าสนามบิน เป็นต้น

โดยเอกชนจะต้องรับผิดชอบงานหลักที่สนับสนุนการพัฒนาโครงการฯ แบ่งเป็น อาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 มีเป้าหมายให้รองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี และพัฒนาอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ระยะที่ 1 จะต้องรองรับผู้โดยสารได้อย่างน้อย 12 ล้านคนต่อปี

นอกจากนี้ ต้องมีการพัฒนาศูนย์ขนส่งภาคพื้นดิน เช่น ารเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) โดยในส่วนของการเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูงนั้น เอกชนจะต้องเป็นผู้พัฒนา และสามารถเรียกเก็บค่าก่อสร้างจากเอกชนที่ชนะการประมูลรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินในภายหลัง

ส่วนพื้นที่นอกเหนือจากการการรองรับผู้โดยสาร กำหนดให้มีการพัฒนาศูนย์ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ อาทิ อาคารสินค้า และ

อาคารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพื้นที่ประกอบการค้าเสรี และเขตธุรกิจเกี่ยวเนื่องในสนามบินอู่ตะเภา ศูนย์ธุรกิจการค้าเพื่อพัฒนาในสนามบินอู่ตะเภา เป็นต้น

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอส ได้เสนอแผนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โดยแบ่งเฟสการพัฒนา เป็นเฟสแรก ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารเพื่อรองรับผู้โดยสาร 16 ล้านคนต่อปี รวมทั้งจะมีการพัฒนาเมืองการบิน อาทิ โรงแรม