วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘Satang’ ชี้เงินดิจิทัลขาขึ้นสวนกระแสโควิด-19

Satang ชี้ สินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ในช่วงขาขึ้น สวนกระแสโควิด-19 ลุยลิสต์เหรียญเพิ่มกว่า 99 เหรียญ บนกระดานเทรด Satang Pro

นายปรมินทร์ อินโสม ซีอีโอ ผู้ ก่อตั้ง บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และเหรียญ Zcoin เปิดเผยว่า สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ถึงแม้จะมีผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ถ้ามองจากภาพรวมของการเทรดในตลาดโลกที่ Market Cap ไต่ระดับขึ้นไปมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจาก Coinmarketcap วันที่ 7-8 เมษายน 2563) จะเห็นแนวโน้มการเติบโตขึ้นของตลาด

การเพิ่มเหรียญใหม่เข้ามาก็เพื่อเป็นทางเลือกแก่นักลงทุน และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลโดยสตางค์มีเป้าหมายที่จะเพิ่มให้ครบ 100 เหรียญ ภายในไตรมาสแรกนี้

ส่วนอนาคตของอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซี่ และสินทรัพย์ดิจิทัลในปี 2563 หลังจากการเข้าร่วมบรรยายในหัวข้อFuture of Crypto Trading ของงานThe Conference Exchanges ที่ อัมสเตอร์ดัม   นายปรมินทร์ ให้มุมมองว่า ปัจจุบันจากข้อมูลของ Coinmarketcap มีตลาดแลกเปลี่ยน หรือ Exchange อยู่ที่ 20,000 แห่งซึ่งถ้าเรานำมาเฉลี่ยปริมาณการซื้อขายต่อวันจะพบว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนใช้งาน Exchange เหล่านั้น มันเหมือนกับการสร้าง Local Bank ในแต่ละพื้นที่แต่ไม่นานเหล่า Local Bank นั้นก็จะถูก Take Over โดยธนาคารใหญ่ ๆ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในวงการธนาคาร ปัจจุบันเราก็จะเห็นการที่ Exchange ใหญ่พยายามรุกไปยังตลาดในประเทศต่าง ๆ ซึ่งในแง่ของตัวผู้ใช้งานก็ยินดีที่จะใช้ Exchange เหล่านี้เพราะในด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือนั้นมีมานานกว่า Exchange ที่เพิ่งเปิดใหม่

ในตลาดเก่านั้นการเปิดเทรด Margin หรือแม้แต่การที่เราเป็นนักลงทุนจะเข้าไปลงทุนในตลาด Margin นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในคริปโทเคอร์เรนซี่ มันกลับเป็นเรื่องง่ายที่จะเทรด บางคนอาจจะเข้าใจว่า Margin เป็นเครื่องมือสำหรับนักพนันเท่านั้น แต่ในอีกแง่หนึ่งแล้วมันคือการควบคุมความเสี่ยงในรูปแบบหนึ่งที่มีทั่วไปในการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ ถ้าเราเป็นนักลงทุน Bticoin การที่เราสามารถ Short Bitcoin เพื่อป้องกันความเสี่ยงนั้นเป็นประโยชน์ที่ดีมากสำหรับนักลงทุน

หลังจากที่กระแส ICO ได้ตายลงไปจากฟองสบู่ที่เกิดขึ้น แต่กระบวนการระดมทุนนั้นยังเป็นสิ่งที่คนยังให้ความสนใจ แนวคิดของการนำ Asset-back-token จึงได้เกิดขึ้น เราจะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจนจากการพยายามสร้าง Stablecoin ของทุกประเทศ หรือแม้แต่ DAI ที่สร้างขึ้นมาโดยอ้างอิงกัน Ethereum ซึ่งจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ ในอนาคตอาจจะเป็นหุ้น เป็นตราสารหรืออาจจะเป็นรูปแบบการลงทุนอื่น ๆ ที่เราอาจไม่เคยนึกว่าจะเกิดขึ้น เพราะเทคโนโลยีบล็อกเชนและอื่น ๆ ที่ก้าวหน้า ทำให้ทุกเรื่องเป็นไปได้

แนวคิดของ Stablecoin มีมานานแล้วแต่ Libra เป็นผู้จุดกระแสนี้ขึ้นมาทำให้โลกตื่นตัวเรื่อง Stablecoin เราจะเห็นได้ชัดจากการที่ธนาคารกลางของทุกประเทศกำลังศึกษารูปแบบของ CBDC หรือสกุลเงินกลางของประเทศในรูปแบบดิจิทัล การระบาดของโควิด-19 มีส่วนกระตุ้นให้การเกิดของสกุลเงินกลางของแต่ละประเทศเร็วขึ้น ล่าสุด BIS หรือธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ ได้ออกรายงานแนะนำให้ธนาคารกลางทั่วโลกนำสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) รวมถึงการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลมาใช้ในช่วงที่ไวรัสโควิดกำลังระบาด

หนึ่งในปัญหาของ Cryptocurrenyc คือมูลค่าที่ไม่คงที่แนวคิด Stablecoin จึงเข้ามาเพื่อแก้ปัญหานี้ จะเห็นว่าปัจจุบันมี Stablecoin มากมายที่พยายามสร้างมูลค่าโดยนำเอาสินทรัพย์มา Back ไม่ว่าจะเงินหรือทองคำ ทำให้อำนาจของการสร้างสกุลเงินที่มีความมั่นคงไม่ผูกขาดอยู่ที่รัฐและอีกไม่นานเราจะได้เห็นภาคเอกชนเป็นผู้ผลิตเงิน

"สตางค์ก็กำลังศึกษาแนวทางในการสร้าง Stablecoin และ Security Token เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปของเทคโนโลยี Blockchain และ Cryptocurrency เพื่อให้อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลเติบโตขึ้น" นายปรมินทร์ สรุป