วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พักก่อน! โควิดฉุด ‘แอร์ไลน์’ สาหัส กัดฟันลดไฟลต์-หยุดบินชั่วคราว

นับเป็นข่าวช็อกวงการอุตสาหกรรมการบินของไทยอย่างยิ่ง เมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งแรงกระเพื่อมเป็นคลื่นยักษ์

ทำให้ “สายการบินต้นทุนต่ำ” หรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์เจ้าใหญ่ๆ ในไทยตัดสินใจครั้งสำคัญ ประกาศหยุดบินชั่วคราวเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อพยุงต้นทุน ท่ามกลางกระแสข่าวของหลายสายการบินทั่วโลกที่กัดฟันสู้ถึงขีดสุด แต่ทนไม่ไหว เริ่มใช้มาตรการปรับลดหรือเลย์ออฟพนักงาน เช่น นักบิน และลูกเรือแล้ว

รายงานข่าวจากไทยแอร์เอเชีย ยืนยันตามประกาศเดิมว่า “ไทยแอร์เอเชีย” ไม่มีการเลย์ออฟพนักงาน ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 6,000 คน แต่จำเป็นต้องลดค่าตอบแทนผู้บริหารระดับสูงทุกคนตั้งเเต่ระดับผู้อำนวยการฝ่ายขึ้นไป เพื่อปรับตัวสู้ผลกระทบจากสถานการณ์ท่องเที่ยวภาพรวมที่ชะลอตัวต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 

รวมทั้งขอความร่วมมือจากนักบิน วิศวกรซ่อมบำรุงอากาศยาน เเละพนักงานระดับผู้จัดการขึ้นไปของแผนกต่างๆ สมัครใจใช้สิทธิ์ลางานอย่างน้อย 2- 5 วันต่อเดือนโดยไม่รับค่าตอบเเทน ซึ่งมีผลระยะสั้นตั้งเเต่เดือน มี.ค.-ก.ย.2563 เพื่อลดต้นทุนของบริษัทและรักษาสภาพคล่องของกระเเสเงินสด รวมทั้งปรับกลยุทธ์ในการบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้สายการบินสามารถให้บริการผู้โดยสารทุกคนได้ และดูเเลพนักงานทุกคนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

และล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ไทยแอร์เอเชีย (เที่ยวบิน FD) ได้ประกาศ “หยุดบินชั่วคราวเส้นทางบินระหว่างประเทศ” ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค.-25 เม.ย.2563 โดยยังให้บริการเส้นทางบินภายในประเทศตามปกติ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน  

ฟาก “ไทยไลอ้อนแอร์” ได้ประกาศ “หยุดบินชั่วคราวทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ” ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.2563 เป็นต้นไป และจะเริ่มกลับมาทำการบินใหม่อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2563 เป็นต้นไป

นันทพร โกมลสิทธิ์เวช ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เล่าถึงเหตุผลของการหยุดบินชั่วคราวครั้งนี้ว่า เมื่อสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดและส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจสายการบิน จึงประเมินสถานการณ์ผู้โดยสารตลอดเดือน มี.ค.นี้ พบว่ามีแนวโน้มลดลง ส่วนที่จองตั๋วโดยสารแล้วตัดสินใจไม่มาขึ้นเครื่องมีจำนวนมากขึ้น ประกอบกับในเดือน เม.ย.นี้ รัฐบาลได้ประกาศเลื่อนวันหยุดสงกรานต์ออกไปก่อน แนวโน้มผู้โดยสารจึงลดลงตาม ยอดจองตั๋วโดยสารในเดือน เม.ย.นี้จึงไม่ดีขึ้น อยู่ที่เพียง 40% เท่ากับเดือน มี.ค.นี้

“รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนงดเดินทางในช่วงนี้เพื่อลดความเสี่ยงและควบคุมการแพร่ระบาด และเมื่อดูบรรยากาศการเดินทางตอนนี้ คนไทยเองก็ไม่ค่อยอยากเดินทางนักทั้งขาเข้าและขาออกจากกรุงเทพฯ หลังมีข่าวจำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นทั้งในกรุงเทพฯและหลายๆ จังหวัด พอพื้นที่ต่างจังหวัดมีความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้บางจังหวัดประกาศล็อคดาวน์ควบคุมโรค ส่งผลให้แนวโน้มผู้โดยสารเดินทางลดลง”  

นันทพร เล่าเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ไทยไลอ้อนแอร์ได้หยุดบินเส้นทางระหว่างประเทศไปจีนและญี่ปุ่นทุกเที่ยวบิน และหลายๆ ประเทศได้ประกาศล็อคดาวน์ เพิ่มความเข้มข้นในการป้องกันโควิด-19 ทำให้ไทยไลอ้อนแอร์สามารถประเมินสถานการณ์ได้ชัดขึ้นว่าดีมานด์การเดินทางระหว่างประเทศในช่วงนี้จะหายไป

“การขายตั๋วสะดุดมาตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา และสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ในภาพรวมตอนนี้ยังไม่ดีขึ้น ไทยไลอ้อนแอร์จึงตัดสินใจหยุดบินชั่วคราวทั้งเส้นทางในประเทศและระหว่างประเทศช่วงดังกล่าว หลังได้พิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด และยืนยันว่าจะกลับมาให้บริการอีกครั้งในวันที่ 1 พ.ค.นี้”

แหล่งข่าวจากไทยไลอ้อนแอร์ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันไทยไลอ้อนแอร์มีพนักงานกว่า 4,000 คน เบื้องต้นในช่วงที่ต้องหยุดบินชั่วคราว ได้ขอให้พนักงานบางส่วนลาหยุดแบบไม่ได้รับค่าจ้าง และให้พนักงานบางส่วนทำงานที่บ้านเพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด-19 

ด้านรายงานข่าวจาก “บางกอกแอร์เวย์ส” เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า ตามที่รัฐบาลได้ประกาศยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และประกาศยกเลิกวันหยุดสงกรานต์วันที่ 13-15 เม.ย.2563 ไม่ให้เป็นวันหยุดราชการและเลื่อนวันหยุดออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อลดความเสี่ยงในการเดินทางและการแพร่ระบาดของเชื้อ สายการบินบางกอกแอร์เวย์สจึงอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารของสายการบินฯ โดยจะยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการเปลี่ยนแปลงบัตรโดยสารสำหรับเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศทุกเส้นทาง ที่ได้ออกบัตรโดยสารก่อนหรือในวันที่ 17 มี.ค.2563 และมีกำหนดการเดินทางภายในวันที่ 30 เม.ย.2563

และเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา บางกอกแอร์เวย์สได้ประกาศปรับลดเที่ยวบินและยกเลิกเที่ยวบินเป็นการชั่วคราว เนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19 เพิ่มเติมจากที่ได้ประกาศไปแล้วเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา