“กองทุน” ปรับมุมมองตลาดหุ้นไทย คาดการณ์กำไรบจ.ปีนี้ทรงตัว หรือ ติดลบ จากผลกระทบราคาน้ำมันร่วง และโควิด-19 ระบาดนอกจีน กดดันตลาดหุ้นไทยเป็นขาลงในครึ่งปีแรก มองแนวรับระดับ 1,200 จุด ชูกลยุทธ์คัดหุ้นพื้นฐานดีราคาถูก และปันผลมากกว่า 2%
นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ได้ปรับคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ปีนี้ไม่มีการเติบโต จากผลกระทบราคาน้ำมันที่ปรับลดลงซึ่งจะทำให้กำไรกลุ่มน้ำมันลดลงมาก อีกทั้งคาดว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวลง แตะแนวรับที่ 1,200จุด P/E 15 เท่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทยของกองทุน จึงยังคงไม่ปรับลดพอร์ต แต่จะคัดเลือกหุ้นแบบรายตัวในทุกกลุ่ม เน้นหุ้นพื้นฐานดีและราคาหุ้นปรับลดลงมา จนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ
นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทยังอยู่ระหว่างพิจารณาปรับคาดการณ์กำไรบจ. จากเดิมมองว่าจะเติบโต4% อาจจะติดลบได้ เนื่องจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่มีน้ำหนักสูงถึงเกือบ 16% ของตลาด (ไม่รวมกลุ่มสาธารณูปโภค) ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันลดลง แม้ว่าไทยจะได้ประโยชน์จากระดับราคาน้ำมันที่ต่ำ เนื่องจากมีการนำเข้าพลังงานสุทธิเกือบ 8 แสนล้านบาท แต่การปรับลดลงของราคาน้ำมันทำให้หุ้น Energy Sensitive มีการปรับลดลงตาม รวมถึงผลกระทบในเชิงจิตวิทยาของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกด้วย
นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า ในภาวะที่อัตราความเสี่ยงสูงขึ้น มีโอกาสดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแตะระดับ 1,200 จุด P/E ที่12เท่า ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดและน่าจะเป็นจุดที่ตลาดปรับฐานอีกรอบ โดยบริษัทจะมีการทบทวนเป้าหมายดัชนีปีนี้อีกครั้งในช่วงกลางปีนี้ หลังจากดัชนีหลุดแนวรับเดิมทั้งปีนี้ที่1,460จุดไปแล้ว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทย ยังคงมองบวกและเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยเมื่อดัชนีหลุดแนวรับ โดยใช้กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบบาร์เบล (Barbell) กระจายการลงทุนออกเป็น 2ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลในอัตราสูงอย่างสม่ำเสมอ และอีกส่วนหนึ่งหุ้นตามวัฏจักรและหุ้นมีคุณค่า โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่สามารถจ่ายเงินปันผลชนะตลาดได้มากกว่า 2%
สำหรับหุ้นปันผลที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มการเงินโดย เฉพาะแบงก์ขนาดเล็ก กลุ่มประกันที่ไม่ได้ทำประกันโดยตรงแต่ทำธุรกิจเป็นนายหน้าซื้อขายประกันเป็นหลัก และเป็นเจ้าตลาดในการเป็นตัวแทนซื้อขายประกัน ทำให้มีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในอนาคต
นายคมสัน ผลานุสนธิ กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ.แอสเซทพลัส จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับลงทดสอบระดับ 1,200 จุดภายในเดือนนี้ P/Eที่15 เท่า EPS 80 บาทต่อหุ้น และเคลื่อนไหวในกรอบ1,200-1,250จุดในครึ่งแรกปีนี้ จากปัจจัยความเสี่ยงใหม่โดยเฉพาะราคาน้ำมันปรับตัวลงอย่างมาก ทำให้คาดการณ์กำไรบริษัทบจ.ในปีนี้ยังลดลงโดยเฉพาะกลุ่มน้ำมัน ซึ่งมีสัดส่วนในตลาดหุ้นไทยมากสุด
กลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทยขณะนี้ กองทุนยังคงรอดูสถานการณ์ ไม่เร่งเข้าซื้อ หากหลุดแนวรับพื้นฐานที่1,200จุด เชื่อว่าจะเป็นจุดปรับฐานรอบใหม่อีกครั้ง และเป็นจุดที่น่าจะเข้าไปเพิ่มน้ำหนักลงทุนได้ แต่ดัชนีคงเด้งกลับมาได้ไม่มาก สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจยังคงเป็นกลุ่มหุ้นปันผลในระดับ5% ซึ่่งยังมีหลายตัวในตลาด








