คาดว่าดัชนีจะมีสลับรีบาวด์ขึ้นได้จากความคาดหวังการประชุม ECB (12 มี.ค.) FED (17 - 18 มี.ค.) และกนง. (25 มี.ค.) จะผ่อนคลายนโยบายการเงินและปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอย
ตลาดหุ้นวานนี้
SET Index ทรุดตัวลงแรง -108.63 จุด (-7.96%) ปิดที่ 1,256 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.03 แสนล้านบาท จากทั้งแรงกดดันไวรัส Covid-19 ที่แพร่ระบาดกดดันให้เศรษฐกิจทั่วโลกหดตัว อีกทั้งราคาน้ำมันดิบที่ทรดุตัวลงหลังที่ประชุม OPEC และพันธมิตรไม่ได้ข้อสรุปการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน ส่งผลให้ซาอุฯตอบโต้ด้วยการปรับลดราคาขายน้ำมันลงและเตรียมเพิ่มการผลิตน้ำมันมากขึ้น ซึ่งเป็นลบต่อกลุ่ม ENERGY และ PETRO ส่วนนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3,996 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดพันธบัตร 407 ล้านบาท แต่ Net Long TFEX 8,074 สัญญา
แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้
เรามีมุมมองเป็นกลางคาด SET Index แกว่งตัว 1,240 – 1,270 จุด โดยแม้ว่าจะมีความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังไวรัส Covid-19 ยังคงแพร่ระบาดไปทั่วโลกโดยมีผู้ติดเชื้อทั่วโลกมากกว่า 1 แสนราย และล่าสุดอิตาลีประกาศปิดประเทศเพื่อสกัดการแพร่ระบาดซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจยูโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มทรงตัวระดับต่ำหลังซาอุฯประกาศลดราคาขายน้ำมันลงรวมถึงวางแผนเพิ่มการผลิตน้ำมันกว่า 10 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนเม.ย.จะเป็นแรงกดดันต่อกลุ่มพลังงานและปิโตรฯอีกด้วย อย่างไรก็ตาม คาดว่าดัชนีจะมีสลับรีบาวด์ขึ้นได้จากความคาดหวังการประชุม ECB (12 มี.ค.) FED (17 – 18 มี.ค.) และกนง. (25 มี.ค.) จะผ่อนคลายนโยบายการเงินและปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอย
กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy
- กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบทรุดตัวลงแรง (TASCO, EPG )
- กลุ่มโรงแรม (CENTEL, ERW) กลุ่มค้าปลีก (HMPRO, BJC) ได้อานิสงส์ครม.เศรษฐกิจออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1 แสนล้านบาท
- กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC, SAWAD, KTC) ตอบรับต้นทุนการเงินลดลงจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลง
- กลุ่ม Defensive และปันผลสูง ADVANC, INTUCH, TTW
หุ้นแนะนำวันนี้
- ADVANC (ปิด 188.5 ซื้อ/เป้า 247 บาท) ได้รับผลกระทบจากไวรัส Covid-19 น้อยสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ และยังได้ผลบวกจากการลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล คาดมีการย้ายเงินลงทุนเข้าหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอและให้ Dividend yield สูงเพิ่มมากขึ้น (ADVANC ปี 2020 คาดจ่ายปันผล 7.9 บาทต่อหุ้นให้ Dividend yield ประมาณ 3.9%)
- CPALL (ปิด 63.75 ซื้อ/เป้า IAA Consensus 88) เข้าสู่ Stage ของการกระตุ้นการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐคาดวันนี้ ครม.อนุมัติมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อให้กับภาคประชาชนเป็นบวกโดยตรงกับยอดขายของ CPALL ส่วนประเด็นการเข้าซื้อ เทสโก้โลตัสในไทยและมาเลเซียคาดตลาดน่าจะคลายกังวลไปแล้ว เพราะไม่ต้องเพิ่มทุน และใช้การจัดตั้งบริษัทลูกทำให้ไม่กระทบ Debt Covenants และฐานะการเงินของ CPALL
บทวิเคราะห์วันนี้
CPF (ปิด 24.2 ซื้อ/เป้าใหม่ 32.75 เดิม 34.5)
ประเด็นสำคัญวันนี้
- (-) Covid-19 & Oil market กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิด Hamburger crisis เมื่อปี 2008: วานนี้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกลดลงเฉลี่ย 7-8% นับเป็นการลดลงในวันเดียวมากที่สุดในรอบ 12 ปี โดยมี 2 ปัจจัยลบกดดัน คือ 1) มีแรงเทขายหุ้นในกลุ่มพลังงานหลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกร่วงแรงกว่า 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือ 25% ภายในวันเดียวเพราะผิดหวังการประชุมร่วมระหว่าง OPEC+ Non OPEC ล้มเหลว นอกจากนี้ซาอุฯยังประกาศลดราคา (Price war) เพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาด และ 2)สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ยังน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในยุโรปยังเร่งตัวขึ้นในหลายประเทศ นำโดย อิตาลี มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 1,797 ราย ทำให้มีผู้ติดเชื้อรวม 9,172 ราย เสียชีวิต 97 ราย (ล่าสุดประกาศปิดเมืองทั่วประเทศหรือ lock down), ขณะที่สเปนมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 557 ราย, ฝรั่งเศส 203 ราย และ เยอรมัน 184 ราย
- (+) ตลาดคาดหวังธนาคารกลางทั่วโลกจะเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป: แม้ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา Fed จะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยฉุกเฉิน 0.5% ไปแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ที่ยังน่าเป็นห่วง ทำให้มีการคาดการณ์กันว่า Fed จะเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งในการประชุมที่จะมีขึ้นในช่วงวันที่ 17-18 มี.ค.นี้ โดย Bloomberg Consensus คาดเฟดจะลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ส่วนแบงก์ชาติอื่นๆคาดว่าจะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินตาม Fed อาทิ ECB ซึ่งจะประชุมกันในวันที่ 12 มี.ค.คาดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0% แต่จะลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับธนาคารกลางมากขึ้นจาก -0.5% อาจะเป็น -1% และมีโอกาสเพิ่มวงเงิน QE จากเดิม 2 หมื่นล้านยูโรต่อเดือนเป็น 5 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน เช่นเดียวกับแบงก์ชาติของบ้านเราคาดลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็น 0.75% จากเดิม 1%
- (+/-) CPF, CPALL และ กลุ่มซีพี ประกาศเข้าซื้อกิจการเทสโก้ โลตัส ในไทยและมาเลเซีย คาดปิดดีลในช่วง 2H20: CPALL, CPF และกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง ร่วมกันจัดตั้งบริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง เพื่อเข้าซื้อกิจการเทสโก้ โลตัส ในไทยและมาเลเซีย มูลค่า 10,576 ล้านเหรียญ หรือ 338,445 ล้านบาท โดย CPALL, CPF และ กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว 40%, 20% และ 40% ตามลำดับ เบื้องต้นคาดกระบวกเข้าซื้อน่าจะเสร็จสิ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ โดยระยะแรกของการเข้าซื้อคาดว่าจะยังไม่ส่งผลบวกต่อผลการดำเนินงานของ CPF และ CPALL เนื่องจากการเข้าซื้อดังกล่าวคาดว่าจะจัดหาเงินโดยการกู้เงินจากธนาคารซึ่งจะมีภาระดอกเบี้ยหักล้างกับกำไรสุทธิของเทสโก้โลตัสในไทยและมาเลเซียพอดี (เทสโก้ ไทยและมาเลฯมีกำไรสุทธิรวมกันประมาณ 7-8 พันล้านบาทต่อปี) อย่างไรก็ตามตลาดน่าจะคลายกังวลเรื่องการเพิ่มทุนรวมถึงภาระหนี้ที่จะไปอยู่ในบริษัทลูกโดยที่ไม่กระทบ Debt covenants ของ CPALL และ CPF








