ปัจจัยที่มีผลกระทบหนักๆ ในปัจจุบัน อย่าง COVID-19 นักลงทุนควรติดตามว่าสถาบันชั้นนำโลก จะดำเนินการเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อมากระตุ้นให้เศรษฐกิจทั่วโลกไม่ให้ไปสู่ภาวะตกต่ำ ดังนั้นช่วงนี้ควรทำการบ้านหุ้นรายตัว ควรเลือกเฉพาะหุ้นที่มีอนาคตและขนาดใหญ่
1.ดัชนีดาวโจนส์ (DJIA) หลังจากที่มีการปรับตัวสูงขึ้นตลอด (All time High) ที่ระดับ 29,568.57 จุด, หลังจากมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วประเทศสหรัฐ ล่าสุดรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศภาวะฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2563 หลังพบผู้เสียชีวิตรายแรกจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขณะที่มีผู้ติดเชื้อไวรัส ในรัฐแคลิฟอร์เนียจำนวน 53 ราย, (5-03- 2563) เชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วประเทศสหรัฐมีจำนวน 11 ราย ขณะที่มีผู้ติดเชื้อจำนวน 159 ราย ทำให้ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง เกิดจุดต่ำสุด 24,681.01 จุด ก่อนที่จะมีเด้งกลับขึ้นไป (4-03-2563) ปิดที่ 27,090.86 จุด เป็นการรีบาวด์อย่างรุนแรงและหลังจากนั้นมีการปรับฐานลดลงอย่างรุนแรง หลังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นในสหรัฐ
DJIA ได้หลุดกรอบแนวรับล่างที่สำคัญของสมการเส้นตรง Linear Regression และ EMA 200 วันลงมาที่ 27,000-27,500 จุด โดยประมาณ หากดัชนีดาวโจนส์ จะกลับไปเป็นขาขึ้นใหญ่ ต้องสามารถยืนเหนือ 27,500-28,500 จุดให้ได้ก่อน แล้วค่อยพิจารณากันใหม่อีกครั้ง ขณะที่ปัจจุบันเริ่มเห็นความร่วมมือของธนาคารกลางทั่วโลก หลังจากเห็นผลกระทบของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้ธนาคารกลางของหลายประเทศต่างปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% แบบเซอร์ไพร์สตลาด
2.ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (WTI) (5-6 มี.ค.) ให้จับตาการประชุม OPEC โดยประเทศสมาชิกในกลุ่มอาจจะพิจารณาปรับลดปริมาณการผลิตเพิ่มเติมได้ จากสัญญาณความขัดแย้งภายในกลุ่มเริ่มบรรเทาลงในช่วงต้นเดือน ม.ค.63 ที่ผ่านมา ถ้าหาก OPEC ไม่สามารถลดปริมาณการผลิตได้ ราคาน้ำมันอาจปรับฐานลดลง และจะส่งผลต่อหุ้นกลุ่มพลังงานที่นำโดยกลุ่ม PTT PTTEP PTTGC ที่กดดันตลาดหุ้นด้วย ล่าสุด (5/03/2563) ราคาน้ำมันดิบ WTI มีจุดต่ำสุดอยู่ที่ 43.85 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้มีรีบาวด์ไปแตะ High 48.63 ดอลลาร์/ บาร์เรล ช่วงนี้ยังเป็นบันไดขาลงอยู่
3.กราฟค่าเงินบาท/ดอลลาร์ ล่าสุด 31.55 บาท/ดอลลาร์ กำลังเป็นขาขึ้นจากที่เคยแข็งค่าอย่างมาก โดยมีจุดต่ำสุดที่ 29.745 บาท/ดอลลาร์ กราฟค่าเงินบาท/ดอลลาร์ ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นอยู่ ต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่อง เมื่อผสมกับแรงขายของกองทุนภายในประเทศ เพราะตกใจเกี่ยวกับโรคระบาด COVID-19
4.กระทรวงการคลัง เตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเยียวยาผลกระทบ COVID-19 โดยคาดการประชุม ครม. เศรษฐกิจศุกร์นี้ จะมีหลายมาตรการ เช่น มาตรการแจกเงินแก่ผู้ที่มีรายได้น้อย เงินเดือนน้อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และเกษตรกร มาตรการสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME มาตรการทางด้านภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการให้จ้างงานลูกจ้างต่อไป และมาตรการช่วยเหลือตลาดทุน
5.ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย กรณียุบพรรคอนาคตใหม่ จากปมธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ให้เงินกู้กับพรรคฯ จะเกิดความไม่สงบทางการเมือง หรือไม่ เริ่มมีนักศึกษาหลายๆ สถาบันออกมาประท้วงรัฐบาลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนี้เป็นต้นไป การเมืองไทยจะสงบหรือไม่ นักเรียน นักศึกษาจะจุดม็อบติดหรือไม่ เราเป็นนักลงทุนจะต้องติดตามเป็นระยะๆ เพราะถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุนของเรา
6.นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% มาที่ 0.75% ในการประชุมปลายเดือน มี.ค.นี้ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจควบคู่กับการดำเนินนโยบายการคลัง
7.SET Daily กราฟดัชนีหุ้นไทยเป็นขาลงเต็มรูปแบบ (Bearish) เป็นแบบบันไดขาลง ที่มีจุดสูงสุด (High) ต่ำลง มีจุดต่ำสุดใหม่ต่อเนื่อง (New Low) ดัชนีหุ้นไทยเริ่มจะเกิดสัญญาณ Bullish Divergence จุด ต่ำสุด L = 1,317.45 จุด Indicators เกิดสัญญาณซื้อเล็กๆ นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 เป็นต้นมา ยังไม่ได้สั่งเป็นสัญญาณซื้อเลย เพิ่งเริ่มเกิดสัญญาณซื้อ 5-03-2563 ดัชนี หุ้นไทยกระชากขึ้นไปยืนเหนือ 1,400-1,410 จุดแต่ยืนไม่ได้มีแรงขายทำให้ดัชนีหุ้นไทยหลุด 1,400 จุด ลงมาอีกครั้ง
สรุป ปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบหนักๆ ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ให้ติดตามว่าบรรดาสถาบันการเงินชั้นนำทั่วโลก เช่น ธนาคารโลก หรือ World Bank IMF ธนาคารกลางยุโรป คณะกรรมการ FOMC ของสหรัฐ เป็นต้น ว่าจะดำเนินการเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อมากระตุ้นให้เศรษฐกิจทั่วโลกไม่ให้ไปสู่ภาวะตกต่ำ (Recession) ปัญหาภัยแล้ง ฝนตกน้อยลง ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและบริการทั้งระบบ งบประมาณแผ่นดิน ปี 2563 ล่าช้า
ขณะที่ทางการไทย ได้เตรียมออกมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ เช่น การลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือการลดภาษีนิติบุคคลหรือมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม และ ติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทั่วโลก เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ปัญหาการเมือง นักศึกษาเริ่มออกมาประท้วงรัฐบาล หลังการยุบ พรรคอนาคตใหม่ คาดว่านักวิเคราะห์จะมีการปรับเป้า GDP ลดลง เนื่องจากพิษไวรัสโคโรน่า ทำให้นักท่องเที่ยวหดหายไปเกือบทั้งหมด หากภายในระยะ 1-3 เดือน ทั่วโลกยังควบคุมไวรัสโคโรน่าไม่ได้ จะเกิดปัญหาเศรษฐกิจทั่วโลกได้ แต่หากมียาต้านไวรัสได้เร็ว ดัชนีหุ้นทั่วโลกก็อาจจะตีกลับรุนแรงได้เช่นกัน เดือน มีนาคม เมษายน อากาศเริ่มร้อนขึ้น ไวรัส COVID-19 จะหายไปหรือเปล่า
ดังนั้น ช่วงนี้ควรทำการบ้านหุ้นรายตัว ทั้งปัจจัยพื้นฐานและกราฟเทคนิคให้ดีๆ ว่า หุ้นตัวไหนราคาเหมาะสม เมื่อมีโอกาส ก็จะทยอยๆ เข้าซื้อเก็บลงทุนได้ ไม่ว่าจะ เป็นการลงทุนแบบสั้น กลาง ยาว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ควรเข้าไปเลือกหุ้นขนาดเล็ก ให้เลือกเฉพาะที่มีอนาคตและเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่ต่างชาติและกองทุนมีโอกาสเข้ามาซื้อคืน และมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เข้ากับยุคปัจจุบันก็แล้วกัน









