“สนธิรัตน์” แนะไทยเร่งปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง 4 ด้าน ใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ยกประสิทธิภาพการแข่งขันภาคเกษตร-บริการ เชื่อมโยงโอกาสการค้าทั่วโลก หนุนเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand Forward : ไทยกับการเปลี่ยนแปลงสู่โลกยุคใหม่” และมอบรางวัล The Best CEO ในวาระก้าวสู่ปีที่ 40 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ วันนี้ (2 มี.ค.)
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกที่ปฏิเสธได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องของ Slowbalisation ที่เป็นคำศัพท์ใหม่ ที่จะเชื่อมโยงกับเรื่องของ Globalization ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยจะต้องดำเนินการไปข้างหน้า
ดังนั้น มี 4 เรื่องที่จะชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและไทยต้องเร่งปรับตัวดังนั้น
1.Break through Technologies ซึ่งไทยกำลังเดินหน้าสู่เทคโนโลยี 5G ที่จะเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงและเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจเชิงนวัตกรรม โดยประเทศไทยมีจุดแข็งคือภาคการเกษตรที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำเกษตรที่เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ และอีกจุดแข็งสำคัญของไทยคือ ธุรกิจบริการ ที่จะต้องนำเทคโนโยลีเข้ามาเชื่อมโยง 2 ธุรกิจนี้ โดยใช้กลไกของ 5G ให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลง
2.Ahead of Time ต้องไปให้เร็วทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยใช้ประโยชน์จากเชื่อมโยงกระแสการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ของแต่ละประเทศ เช่น วัน เบล วัน โรด ของจีน ,เรื่องของเบร็กซิท เป็นต้น โดยการเข้าไปใช้ประโยชน์ด้านการค้าการลงทุนระหว่างกัน เพิ่มโอกาสทำตลาดในประเทศใหญ่ๆ เช่น อนเดีย รัสเซีส บราซิล
3.Be on the right Track ภายใต้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ต้องแข่งขันได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของไทย ทั้ง ภาคการท่องเที่ยว เกษตร และอุตสาหกรรมในอนาคต เช่น S-Curve ซึ่งทุกภาคส่วนค้องร่วมมือกันบูรณาให้เกิดการแข่งขัน
4.Toward sustainability การขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความยั่นยื่น ภายใต้กรอบ SDG เป็นสิ่งต่างๆที่จะดำเนินไปภายใต้กรอบเหล่านี้ เช่น กระทรวงพลังงาน ทำเรื่องของการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นต้น
“การจะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าจะไม่สมบูรณ์ หากไม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไปด้วย วันนี้ งบประมาณล่าช้ากระทบGDP สงครามการค้ากระทบการส่งออก,โควิด-19 กระทบเครื่องจักรใหญ่คือการท่องเที่ยว ,PM2.5 กระทบการใช้ชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้กระทบต่อเศรษฐกิจไปหมด แต่ที่สำคัญคือเศรษฐกิจฐานรากต้องเข้มแข็ง”
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกระทรวงพลังงาน จะดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า เช่น การส่งเสริมพืชเกษตรสำคัญ คือ ปาล์มน้ำมัน อ้อยและมันสำปะหลัง ผ่านการผลักดันสู่เชื้อเพลิงชีวิภาพคือ ไบโอดีเซล และเอทานอล โดยในเร็วๆนี้ เตรียมประกาศวันส่งเสริมใช้แก๊สโซฮอล์ อี 20 เป็นน้ำมันพื้นฐานเกรดเบนซิล และจะเอาใบอ้อยสดมาทำเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า รวมถึง ขับเคลื่อนโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน









